Xylene

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ ไซลีน (Xylene) ||||| ชื่ออื่น Dimethylbenzene, Methyl toluene, Xylol

ไอโซเมอร์ มี 3 ไอโซเมอร์คือ o-xylene, m-xylene และ p-xylene ||||| ชื่ออื่น o-xylene อาจเรียก o -methyltoluene หรือ 1,2-dimethylbenzene,m-xylene อาจเรียก m-methyltoluene หรือ 1,3-dimethylbenzene,p-xylene อาจเรียก p-methyltoluene หรือ 1,4-dimethylbenzene

สูตรโมเลกุล C6H4(CH3)2 หรือ C8H10 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 106.2

CAS Numberxylene (mixed) 1330-20-7, o-xylene 95-47-6,m-xylene 108-38-3,p-xylene 106-42-3 ||||| UN Numberxylene (mixed) ไม่มี, o-xylene 1307,m-xylene 1307,p-xylene 1307

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลวใส ไม่มีสี มีกลิ่นหอมอโรมาติกคล้ายกลิ่นเบนซีน ระเหยเป็นไอได้

คำอธิบาย ไซลีนเป็นตัวทำละลายในกลุ่มอโรมาติกชนิดหนึ่ง ระเหยได้ในอุณหภูมิห้อง ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ไอระเหยของสารชนิดนี้ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา เยื่อบุทางเดินหายใจ และกดระบบประสาทได้ การสัมผัสในรูปของเหลวทำให้ระคายเคืองผิวหนัง การกินเข้าไปทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (1992) – TWA 100 ppm, STEL 150 ppm ||||| NIOSH REL – TWA 100 ppm (435 mg/m3), STEL 150 ppm (655 mg/m3) ||||| OSHA PEL – TWA 100 ppm (435 mg/m3) ||||| IDLH 900 ppm ||||| กฎหมายแรงงานไทย TWA 100 ppm (435 mg/m3)

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม EPA NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – มาตรฐานอากาศเสียที่ระบายออกจากโรงงานอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2549 ระดับ xylene ที่ปล่อยจากกระบวนการผลิตทั่วไปต้องไม่เกิน 200 ppm

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI (2009) – Methylhippuric acid ในปัสสาวะหลังเลิกงาน 1.5 g/g Cr

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC Group 3 ||||| ACGIH A4 Carcinogenicity

แหล่งที่พบในธรรมชาติ โดยปกติไม่พบในธรรมชาติ เนื่องจากเป็นสารสังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อาจพบปนเปื้อนในธรรมชาติได้ แต่โอกาสสะสมในสิ่งแวดล้อมมีไม่มากนัก เนื่องจากสลายตัวในอากาศได้เร็วภายใน 1 – 2 วัน ไม่ละลายในน้ำและสลายตัวในแหล่งน้ำภายใน 3 ชั่วโมง การสะสมในสิ่งมีชีวิตเกิดได้น้อย [1]

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • เป็นตัวทำละลายที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น ทินเนอร์ แลคเกอร์ กาว สีทาบ้าน สีวาดรูป หมึกพิมพ์ น้ำมันวานิช น้ำมันเคลือบเงา ยาทาเล็บ ยาล้างเล็บ น้ำยาลบสี น้ำยาทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง น้ำยาล้างคราบมัน (เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของแต่ละบริษัทจะมีสูตรเฉพาะของตนเอง การที่เราจะทราบได้ว่าผลิตภัณฑ์ใดมีส่วนผสมของไซลีนอยู่บ้างนั้นต้องอ่านจากฉลากบรรจุผลิตภัณฑ์เป็นหลัก)
  • เป็นสารที่เกิดจากกระบวนการกลั่นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ จึงเป็นสารตัวกลาง (intermediate) ในกระบวนการทางปิโตรเคมี ใช้เป็นส่วนผสมในบางสูตรของน้ำมันเติมเครื่องบิน [2]
  • เป็นสารตัวกลาง (intermediate) ในกระบวนการสังเคราะห์เส้นใย Polyester [2]

กลไกการก่อโรค ในการกล่าวถึงพิษของไซลีนนั้น จะกล่าวรวมกันไปทั้ง 3 ไอโซเมอร์เนื่องจากทุกไอโซเมอร์ก่อให้เกิดอาการพิษแบบเดียวกัน ไซลีนออกฤทธิ์กดสมองได้เช่นเดียวกับตัวทำละลายกลุ่มอโรมาติกตัวอื่นๆ ออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ระคายเคืองต่อเยื่อบุ เช่น ตา ช่องปาก และทางเดินอาหาร การรับสัมผัสในปริมาณมากจะทำให้เป็นพิษต่อตับและไต

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไอระเหยของไซลีนหนักกว่าอากาศและติดไฟง่าย (NFPA Code: H2 F3 R0) ระดับเริ่มได้กลิ่นของสารนี้อยู่ที่ 1 ppm ซึ่งต่ำกว่าระดับ ACGIH TLV ถึง 100 เท่า การได้กลิ่นสารนี้จึงไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นพิษเสมอไป แต่ถ้าได้กลิ่นแรงขึ้นก็เป็นเครื่องช่วยเตือนถึงอันตรายได้ [3] การเตรียมตัวสำหรับหน่วยกู้ภัยชุดที่ใส่ต้องเป็นชุดทนไฟ ระดับการป้องกันจะใส่ชุดระดับใดนั้นขึ้นกับสถานการณ์ เนื่องจากเป็นสารไวไฟ กรณีที่มีการรั่วไหลและมีไฟไหม้ด้วยแนะนำให้ใส่ชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) จะดีที่สุด

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน เนื่องจากเป็นตัวทำละลายที่ระเหยได้ดี การสัมผัสเข้าสู่ร่างกายจึงเกิดได้ดีทั้งทางการกิน ซึมผ่านผิวหนัง และทางการหายใจ การกินเข้าไปจะทำให้รู้สึกแสบร้อนในทางเดินอาหาร ระคายเคืองต่อเยื่อบุ การสัมผัสทางผิวหนังทำให้เกิดระคายเคืองผิวหนัง เป็นผื่นแพ้ผิวแห้ง (defatting) สัมผัสนานๆ อาจทำให้เกิดตุ่มน้ำและเนื้อตายได้ การหายใจไอระเหยเข้าไปในปริมาณสูงทำให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ อาจทำให้ปอดบวมน้ำภายใน 48 ชั่วโมงหลังการสัมผัส [1] ทั้งการกิน การซึมผ่านผิวหนัง และสูดหายใจเข้าไปปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดอาการทางระบบ ที่สำคัญคือฤทธิ์กดประสาท (CNS depression) ซึ่งถ้าสัมผัสเข้าไปมากจะมีอาการอย่างรวดเร็ว ทำให้วิงเวียน อาจกระวนกระวายหรือซึมลง เดินเซ ความจำไม่ดี คลื่นไส้ ถ้ารุนแรงมากอาจกดการหายใจ สับสน และทำให้โคม่าได้ อาจทำให้เกิดภาวะ metabolic acidosis, hypokalemia, hypobicarbonataemia หรือ hypophosphataemia อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะอันจะนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ทำให้ตับอักเสบและไตวายเฉียบพลัน [1]
  • อาการระยะยาว การสัมผัสที่ผิวหนังระยะยาวจะทำให้เกิดผื่นแพ้ ตุ่มน้ำ ผิวลอก และเนื้อตาย การสูดดมระยะยาวจะทำให้เมา (อาการเหมือนคนดมกาว) คือ อารมณ์ดีผิดปกติ (euphoria) ความจำไม่ดี อารมณ์แปรปรวน อาจระคายเคืองทางเดินหายใจทำให้ไอบ่อย หลอดลมอักเสบได้ หากได้รับไซลีนร่วมกับแอลกอฮอล์การกำจัดไซลีนออกจากร่างกายจะทำได้ช้าลง 50 % ดังนั้นในผู้ที่ทำงานสัมผัสสารนี้จึงไม่ควรดื่มสุราเป็นประจำจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นพิษไซลีนมากขึ้น

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัส (biomarker) ทำได้โดยการตรวจสาร methylhippuric acid ในปัสสาวะ ซึ่งสารนี้จะจำเพาะกับการสัมผัสไซลีนมาก ไม่มีตัวกวนจากการสัมผัสสารเคมีอื่น จึงบ่งบอกการสัมผัสไซลีนได้ค่อนข้างชัดเจน ปริมาณของ methylhippuric acid ที่ตรวจพบในปัสสาวะจะสัมพันธ์กับปริมาณไซลีนที่สัมผัสเข้าไปค่อนข้างมาก (quantitative interpretation)
  • กรณีผู้ป่วยจากอุบัติภัยสารเคมี เมื่อเกิดอาการพิษควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เอนไซม์กล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac enzyme) ภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray) ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) ระดับแก๊สในเลือด (blood gas) การทำงานของตับ (liver function test) และการทำงานของไต (BUN, creatinine)

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล กรณีรั่วไหลต้องรีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่สัมผัสสารให้เร็วที่สุด ถอดเสื้อผ้า ทำการล้างตัว (decontamination) ด้วยน้ำสะอาดให้มากที่สุด ถ้าเข้าตาต้องล้างน้ำอย่างน้อย 15 นาที ทำการล้างตัวทั้งที่จุดเกิดเหตุและที่โรงพยาบาล หากหยุดหายใจให้ใส่ท่อช่วยหายใจและทำการช่วยหายใจ
  • การรักษาระยะเฉียบพลัน ดูการหายใจ หากหยุดหายใจให้ใส่ท่อช่วยหายใจ ให้ออกซิเจนเสริม ตรวจภาพรังสีทรวงอกเพื่อประเมินภาวะปอดบวมน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ หากกินเข้าไปอย่าทำให้อาเจียน จะสำลักแล้วทำให้ปอดอักเสบรุนแรงได้ รักษาตามอาการ ให้พัก ตรวจดูภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้ามีให้รีบทำการรักษา ถ้าเป็นแบบหัวใจเต้นเร็ว (tachyarrhytmia) ให้การรักษาด้วย propanolol 1 – 2 mg IV [3] ตรวจดูภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ เฝ้าระวังภาวะตับอักเสบและไตวายที่อาจเกิดขึ้นได้ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านพิษสำหรับสารไซลีน [3]
  • การดูแลระยะยาว วิธีการรักษาผู้ที่เป็นพิษเรื้อรังจากสารไซลีนที่ดีที่สุดคือหยุดหรือลดการสัมผัส ถ้าเป็นการสัมผัสในงานควรให้ย้ายงาน อย่างไรก็ตามอาการสมองเสื่อมคล้ายคนเมากาวอาจเป็นอย่างถาวรและไม่กลับมาเป็นปกติได้อีก ในคนงานที่ทำงานสัมผัสสารนี้ ควรมีการลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ไม่ควรดื่มสุราเป็นประจำเพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษมากขึ้น

การเฝ้าระวัง การเฝ้าระวังกรณีอุบัติภัยสารเคมีให้ขึ้นกับอาการพิษที่เป็น ในกรณีคนทำงานสัมผัสสารไซลีน ควรเฝ้าระวังการสัมผัสโดยตรวจวัดระดับไซลีนในบรรยากาศการทำงาน (environmental monitoring) เป็นหลัก หากมีระดับในบรรยากาศการทำงานสูงอาจตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัส (biomarker) ร่วมด้วย ให้ความรู้แก่คนงาน ดำเนินการตามหลักอาชีวอนามัย การตรวจสุขภาพประจำปีควรเน้นที่การตรวจระบบประสาท ตรวจผื่นแพ้ และตรวจระดับการทำงานของตับและไต

เอกสารอ้างอิง

  1. Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.
  2. Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.
  3. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์