Thallium

นพ.พิพัฒน์ พูลทรัพย์ (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ ทัลเลียม (Thallium) ||||| ชื่ออื่น Ramor

สัญลักษณ์อะตอม Tl ||||| น้ำหนักอะตอม 204.38 ||||| CAS Number 7440-28-0 ||||| UN Number 3288

ลักษณะทางกายภาพ โลหะสีเงิน เมื่อถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเทาออกฟ้า มีเนื้อนิ่มมาก สามารถใช้มีดตัด หรือตีแผ่เป็นแผ่นออกได้โดยง่ายที่อุณหภูมิห้อง

คำอธิบาย ทัลเลียมเป็นธาตุโลหะ ในกลุ่มโลหะเนื้อนิ่ม (poor metal) เช่นเดียวกับดีบุก ลักษณะทางกายภาพของโลหะชนิดนี้มีข้อเด่นคือจะมีเนื้อนิ่มมาก ทัลเลียมถูกใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตกระจก และในการสร้างภาพรังสีด้วยเทคนิคทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ นอกจากนี้ยังถูกใช้เป็นยาพิษเพื่อการฆาตกรรมอีกด้วย พิษของทัลเลียมในระยะเฉียบพลันจะทำให้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย สูญเสียน้ำ ชัก และตายได้ พิษในระยะยาวทำให้เกิดอาการปวดชา มือสั่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ การรักษาพิษจากทัลเลียมนั้น มียาต้านพิษที่นิยมคือ ผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) และ พรัสเซียนบลู (Prussian blue) โรคจากพิษจาก ทัลเลียม เป็นโรคหนึ่งที่อยู่ในบัญชีรายชื่อโรคจากการทำงานของประเทศไทย ฉบับปี พ.ศ. 2550

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (2009): TWA = 0.02 mg/m3 ||||| NIOSH REL: TWA = 0.1 mg/m3, IDLH = 15 mg/m3 ||||| OSHA PEL: TWA = 0.1 mg/m3 ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: TWA = 0.1 mg/m3

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือองค์กรใดกำหนดไว้

คุณสมบัติก่อมะเร็ง ไม่มีข้อมูล องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้

แหล่งที่พบ ทัลเลียมเป็นธาตุโลหะที่พบได้ทั่วไปบนพื้นผิวโลกตามธรรมชาติ โดยจะพบอยู่ในรูปสินแร่ต่างๆ ในปริมาณเล็กน้อย ปะปนอยู่กับโลหะชนิดอื่น เช่น ทองแดง ตะกั่ว หรือสังกะสี การถลุงแร่โลหะเหล่านี้จะทำให้ได้ทัลเลียมเป็นผลพลอยได้ออกมาด้วย

อุตสาหกรรมที่ใช้ ส่วนใหญ่แล้ว การใช้ทัลเลียมในภาคอุตสาหกรรมมักถูกใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด โดยใช้ในรูปสารประกอบทัลเลียมชนิดต่างๆ ผลึกทัลเลียมโบรไมด์ (thallium bromide) กับทัลเลียมไอโอไดด์ (thallium iodide) ใช้ในการทำวัสดุนำแสงอินฟราเรด (infrared optical meterial) ทัลเลียมออกไซด์ (thallium oxide) ใช้ในการทำกระจกที่ทำให้แสงผ่านได้ดี ทัลเลียมถูกใช้ผสมลงในวัสดุทำกระจกร่วมกับแร่ธาตุชนิดอื่นๆ เพื่อให้ได้กระจกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือมีจุดหลอมเหลวต่ำ ในการผลิตตัวต้านทานที่ไวต่อแสง (photoresistors) ทัลเลียมซัลไฟด์ (thallium sulfide) ถูกนำมาใช้ เนื่องจากเป็นสารที่มีคุณสมบัติการนำไฟฟ้าเปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสกับรังสีอินฟราเรด ส่วนทัลเลียมซิลีไนด์ (thallium selenide) ถูกใช้ในเครื่องตรวจจับรังสีอินฟราเรด ในการผลิตเครื่องตรวจจับรังสีหลายแบบ มีการใช้ทัลเลียมเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย ในทางการแพทย์นั้น ก็มีการนำทัลเลียมมาใช้ประโยชน์เช่นกัน คือใช้ในการสร้างภาพรังสีโดยเทคนิคด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (nuclear medicine) โดยจะใช้ในรูป ทัลเลียม-201 (Thallium-201) ซึ่งเป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี การตรวจพิเศษทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์แบบหนึ่งเรียกว่า “Thallium stress test” เป็นการตรวจโดยใช้สารทัลเลียม-201 เพื่อดูภาพหัวใจ สามารถช่วยในการวินิจฉัยและตรวจติดตามภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ แต่ในการตรวจด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ในปัจจุบันนั้น มีการใช้ทัลเลียม-201 ลดลง การตรวจหลายอย่างถูกเปลี่ยนมาใช้สารเทคนีเทียม-99 (Technetium-99) แทน การใช้ทัลเลียมในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจพบได้ คือการใช้เป็นโลหะผสม (alloy) กับปรอทเพื่อใช้ทำเทอร์โมมิเตอร์ การใช้เป็นยาพิษในรูปทัลเลียมซัลเฟต (thallium sulfate) เพื่อการฆาตกรรมมีความนิยมในอดีต เนื่องจากเป็นสารที่ไม่มีกลิ่นและไม่มีรส สารตัวนี้ยังถูกใช้เป็นยาฆ่าหนูอีกด้วย แต่เนื่องจากความเป็นพิษที่อันตรายเกินไป จึงถูกยกเลิกการใช้ไปแล้วในบางประเทศ

กลไกการก่อโรค กลไกลการเกิดพิษจากทัลเลียมในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าทัลเลียมอาจมีผลต่อระบบเอ็นไซม์ ทำให้เกิดพิษต่อเซลล์ ซึ่งบางครั้งมีลักษณะการเกิดพิษคล้ายกับกลไกลการเกิดพิษจากโพแทสเซียม ในการยับยั้งการไหลผ่านเซลล์ของโพแทสเซียมผ่านทางเอ็นไซม์ Na-K ATP

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน อาการพิษที่เกิดจากทัลเลียมส่วนใหญ่จะไม่เกิดในทันทีหลังได้รับพิษ แต่มักจะเกิด 12 – 14 ชั่วโมง ภายหลังการได้รับทัลเลียมไปแล้ว อาการเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ซึ่งบางครั้งอาจมีลักษณะถ่ายปนเลือดได้ ภาวะช็อกซึ่งเกิดจากการสูญเสียน้ำหรือเลือดเป็นจำนวนมาก และภายในระยะเวลา 2 – 3 วัน ผู้ป่วยอาจจะมีอาการสับสน ชัก ระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้
  • อาการระยะยาว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดตามเส้นประสาทส่วนปลาย (painful peripheral neuropathy) กล้ามเนื้อผิดปกติ (myopathy) chorea , stomatitis , opthalmoplegia และพบมีผมร่วง มีรูปร่างเล็บผิดปกติ (Mees’ lines) ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากได้รับพิษทัลเลียม 2 – 4 สัปดาห์

การวินิจฉัย ภาวะเป็นพิษจากทัลเลียม (thallotoxicosis) ควรคำนึงถึงถ้าพบผู้ป่วยที่มาด้วยอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะถ่ายเหลวเป็นจำนวนมากและมี painful paresthesia ร่วมกับมีอาการผมร่วงตามมา

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจหาระดับของทัลเลียมในปัสสาวะ ปัจจุบันยังไม่มีองค์กรในที่กำหนดมาตรฐานไว้ชัดเจน โดยประมาณการณ์ คนทั่วไปจะมีระดับทัลเลียมในปัสสาวะไม่เกิน 0.8 mcg/L ถ้าตรวจพบระดับทัลเลียมในปัสสาวะสูงกว่า 20 mcg/L น่าจะบ่งบอกถึงการได้รับสัมผัสทัลเลียมในปริมาณมากได้ อย่างไรก็ตามการแปลผลต้องดูร่วมกับการตรวจอาการคนไข้โดยแพทย์ด้วย สำหรับการตรวจหาระดับทัลเลียมในเลือดยังไม่มีการศึกษาที่มีข้อมูลแน่นอนเพียงพอ จึงไม่แนะนำให้ตรวจเพื่อบอกระดับการสัมผัส และการตรวจหาระดับทัลเลียมในเส้นผมยังมีข้อมูลไม่ชัดเจนเช่นกัน แต่อาจพอนำมาใช้ประเมินการสัมผัสกรณีผู้ป่วยในทางนิติเวชได้

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล แพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน ควรให้การรักษาตามลักษณะอาการ ช่วยหายใจถ้าไม่หายใจ ให้ยารักษาอาการชัก
  • การรักษา การรักษาจำเพาะ ผู้ที่ได้รับพิษจากทัลเลียมในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางในการรักษาที่เป็นคำแนะนำจากองค์กรที่น่าเชื่อถือใดอย่างชัดเจน แต่ (1) มีการใช้ Prussian blue (ferric ferrocyanide) กับผู้ป่วยที่ในแถบประเทศยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งสารนี้ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วว่า สามารถให้ใช้ในการรักษาโรคได้ Prussian blue มีโครงสร้างผลึก (crystal lattice) ที่จะไปจับกับไอออนของทัลเลียม ทำให้ขัดขวางการเกิด enterohepatic recycling ได้ โดย Prussian blue จะอยู่ในรูปเม็ด มีขนาด 500 มิลลิกรัม สำหรับขนาดในผู้ใหญ่แนะนำให้ทานขนาด 3 กรัม วันละ3 เวลา (2) การให้ activated charcoal มีผลการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าการให้ activated charcoal มีประโยชน์ในการจับกับโมเลกุลของทัลเลียมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้จำนวนหลายๆ ครั้ง เนื่องจากเภสัชจลนศาสตร์ของทัลเลียมนั้นมีลักษณะ enterohepatic recirculation (3) การให้ BAL และยาขับ (chelator) ตัวอื่นๆ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ามีประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง penicillamine และ diethyldithiocarbamate ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดการกระจายของทัลเลียมไปที่สมองมากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  • โยธิน เบญจวัง, วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ, บรรณาธิการ. มาตรฐานการวินิจฉัยโรคจากการทำงาน ฉบับเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550. นนทบุรี: สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกัน สังคม กระทรวงแรงงาน พ.ศ. 2550.
  • International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office (ILO) 1998.
  • Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. The California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  • Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์