Tetrachloroethylene

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (8 เมษายน 2556)

ชื่อ เตตราคลอโรเอทิลีน (Tetrachloroethylene ) ||||| ชื่ออื่น 1,1,2,2-Tetrachloroethylene, Tetrachloroethene, Perchloroethylene, Perc, Perk

สูตรโมเลกุล C2Cl4 ||||| น้ำหนักอะตอม 165.80 ||||| CAS Number 127-18-4 ||||| UN Number 1897

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ไม่มีสี ระเหยง่าย มีกลิ่นคลอรีนอ่อนๆ

คำอธิบาย เตตราคลอโรเอทิลีนเป็นตัวทำละลายกลุ่มที่มีธาตุฮาโลเจนในโมเลกุล มีคุณสมบัติระเหยง่าย ละลายในไขมันได้ดี จึงนิยมนำมาใช้ในกิจการซักแห้ง และเป็นน้ำยาล้างคราบมัน พิษของเตตราคลอโรเอทิลีนนั้น คล้ายกับพิษของไตรคลอโรเอทิลีน คือทำให้เกิดพิษต่อตับ เกิดผื่นแพ้ กดประสาท กระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วผิดจังหวะ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการตับอักเสบและผื่นแพ้รุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (2012): TWA = 25 ppm, STEL = 100 ppm ||||| NIOSH REL: Carcinogen notation, IDLH = 150 ppm ||||| OSHA PEL: TWA = 100 ppm, C = 200 ppm, 5-minute maximum peak in any 3-hour = 300 ppm ||||| ประกาศกระทรวง- มหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: ความเข้มข้นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานปกติ ไม่เกิน 100 ppm, ปริมาณความเข้มข้นที่อาจยอมให้มีได้ ไม่เกิน 200 ppm, ปริมาณความเข้มข้นสูงสุดในช่วงเวลาที่จำกัด ไม่เกิน 300 ppm ใน 5 นาที ในทุกช่วงเวลา 3 ชั่วโมง

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI (2012): Tetrachloroethylene in end-exhaled air (Prior to shift) = 3 ppm, Tetrachloroethylene in blood (Prior to shift) = 0.5 mg/L

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม ประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่องกำหนดค่าเฝ้าระวังสำหรับ สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง พ.ศ. 2551: ไม่เกิน 400 ug/m3 ||||| ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) เรื่องกำหนดมาตรฐานสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี พ.ศ. 25 50: ไม่เกิน 200 ug/m 3

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC Classification = Group 2A (น่าจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์) ||||| ACGIH Carcinogenicity = A3 (ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ไม่ทราบว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์หรือไม่)

แหล่งที่พบ เตตราคลอโรเอทิลีนถูกใช้เป็นปริมาณมากในการเป็นน้ำยาซักแห้ง [1] น้ำยาล้างคราบมัน และยังใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารกลุ่มฟลูออโรคาร์บอน (Fluorocarbon) ใช้ผสมเป็นตัวทำละลายในหมึกพิมพ์ กาว น้ำยาล้างสี เคลือบกระดาษ ใช้ในกระบวนการฟอกหนัง เป็นสารทำความสะอาด โดยใช้ทั้งในรูปของเหลว และเป็นไอเพื่อทำความสะอาดพวกชิ้นส่วนเครื่องจักร นอกจากนี้ยังเคยใช้เป็นยาสลบในอดีต แต่เนื่องจากมีพิษต่อตับมากปัจจุบันจึงเลิกใช้เป็นยาสลบแล้ว [2]

กลไกการก่อโรค เนื่องจากเป็นตัวทำละลายที่ละลายในไขมันได้ดี จึงดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วและไปสู่อวัยวะที่มีไขมันมาก เข้าสู่สมองได้ดี ออกฤทธิ์กดสมอง ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก่อพิษต่อตับโดยเชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนรูปด้วยเอนไซม์กลุ่ม Cytochrome P450 ที่ตับ กลายเป็นสารเมตาโบไลต์ที่ก่ออันตรายต่อสารพันธุกรรม [3] สำหรับกลไกที่ก่ออาการแพ้นั้นยังไม่ทราบ

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เนื่องจากสารนี้ติดไฟได้ง่าย ระเหยเป็นไอได้ง่าย การเตรียมตัวสำหรับผู้ช่วยเหลือควรใส่ชุดที่เหมาะสม ควรเป็นชุดทนไฟ ถ้ามีการรั่วไหลออกมาเป็นปริมาณมาก หรือมีไฟไหม้ ควรใส่ชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus; SCBA) เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน การสูดหายใจหรือกินเข้าไป ในระยะแรกจะทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข คลื่นไส้ วิงเวียน ต่อมาเกิด ปวดศีรษะ กระสับกระส่าย สับสน ชัก โคม่า และหยุดหายใจได้ ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ และความดันโลหิตต่ำอาจเกิดได้ การสูดหายใจเข้าไปมากๆ จะทำให้ ระคายเคืองทางเดินหายใจ ไอ หายใจเร็ว แน่นหน้าอก หลอดลมตีบ การสัมผัสกับไอระเหย ทำให้ระคายเคืองตา ระคายเคืองผิวหนัง ระคายเคืองจมูกและคอ การกินเข้าไป ทำให้คลื่นไส้ ระคายเคืองทางเดินอาหาร อาเจียน ปวดท้อง ถ้าสำลักอาจเกิดภาวะปอดอักเสบจากสารเคมีได้ การสัมผัสในขนาดสูงมากอาจเกิดพิษต่อระบบประสาท ทำให้เส้นประสาทตาอักเสบ ตับอักเสบ เป็นพิษต่อไต นอกจากนี้ยังพบอาการแพ้ที่อาจทำให้เสียชีวิตได้เหมือนกับไตรคลอโรเอทิลีน คือทำให้ตัวเหลืองตาเหลือง เกิดตับอักเสบรุนแรง [4] และอาจมีผื่นอักเสบรูปเป้าขึ้นทั่วตัว (Steven-Johnson syndrome) ได้ด้วย [5]
  • อาการระยะยาว การสัมผัสทางผิวหนังเป็นเวลานานทำให้เกิดผื่นแพ้ระคายเคืองได้ อาจทำให้เกิดภาวะหนังแข็ง (Scleroderma-like skin) ถ้าสัมผัสเป็นเวลานาน [2] ในคนทำงานที่สัมผัสสารนี้และดื่มเอทานอลร่วมด้วย จะทำให้หน้าแดง และไม่ทนต่อฤทธิ์ของเอทานอล เตตราคลอโรเอทิลีนสามารถผ่านจากแม่ไปสู่ลูกทางน้ำนมได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในการวินิจฉัยนั้น การซักประวัติการสัมผัสสารนี้อย่างละเอียด ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการช่วยวินิจฉัยโรค การตรวจที่ช่วยในการรักษาพิษจากสารนี้คือ ตรวจภาพรังสีทรวงอก ตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของตับ ตรวจการทำงานของไต เกลือแร่ในเลือด ระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง เป็นต้น

การดูแลรักษา

  • การปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากการสัมผัสให้เร็วที่สุด ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ถอดเสื้อผ้า ล้างผิวหนังส่วนที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาดให้มากๆ ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาที ทำการช่วยหายใจถ้าไม่หายใจ ให้ออกซิเจนเสริม รีบส่งพบแพทย์
  • การรักษา ไม่มียาต้านพิษ (Antidote) เฉพาะ สำหรับสารนี้ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลทำการล้างตัวถ้ายังไม่ได้ทำการล้างตัวมาจากที่เกิดเหตุ สังเกตการหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจถ้าไม่หายใจ ให้ออกซิเจน ให้สารน้ำอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันภาวะความดันต่ำ วัดสัญญาณชีพ ถ่ายภาพรังสีทรวงอกเพื่อค้นหาภาวะปอดอักเสบจากสารเคมีที่อาจเกิดขึ้น ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ถ้ามีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะให้ทำการรักษาด้วยโพรพาโนลอล (Propanolol) 1 – 2 mg ทางหลอดเลือดดำ ระวังอย่าให้ยากระตุ้นหัวใจกลุ่มอีพิเนฟรีน (Epinephrine) หรือยากระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathomimetic drugs) ตัวอื่น ถ้าไม่จำเป็น เพราะจะทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ง่ายขึ้น ถ้ามีการสัมผัสสารนี้มาในปริมาณมาก ควรสังเกตอาการไว้ก่อนอย่างน้อย 4 – 6 ชั่วโมง ถ้ามีอาการรุนแรงควรให้นอนโรงพยาบาล รักษาประคับประคองตามอาการจนอาการดีขึ้น กรณีที่กินมา การดูดซึมเข้าสู่ทางเดินอาหารมักรวดเร็ว การให้ผงถ่านกัมมันต์ไม่ค่อยมีประโยชน์ การใส่สายทางจมูกเพื่อล้างท้องจะได้ผลต่อเมื่อมาถึงโรงพยาบาลเร็วมากและกินเข้าไปปริมาณมาก การเร่งการกำจัดเตตราคลอโรเอทิลีนออกจากร่างกายด้วยวิธีต่างๆ นั้นยังไม่มีข้อมูล

การป้องกันและเฝ้าระวัง การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการใช้ ทำระบบปิดในร้านซักแห้งและอุตสาหกรรมซักแห้ง เก็บสารนี้ในภาชนะที่มีฝาปิดเพื่อไม่ให้ระเหย หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผิวหนังคนทำงานโดยตรง เช่น ในกรณีใช้ล้างคราบมัน ควรจัดทำเป็นเครื่องจักรสำหรับล้างหรืออย่างน้อยที่สุดต้องใช้ถุงมือป้องกัน การเฝ้าระวังควรตรวจวัดระดับไอระเหยของสารนี้ในสถานที่ทำงานให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ตรวจติดตามระดับในร่างกายคนทำงานถ้าสามารถทำได้ การตรวจสุขภาพตามระยะควรดูผื่นแพ้ที่ผิวหนัง สอบถามอาการมึนงง วิงเวียน เมื่อทำงานกับสารนี้ ตรวจระดับการทำงานของตับ การทำงานของไต และสมรรถภาพปอด ในพนักงานเข้าใหม่ถ้ามีผื่นขึ้นร่วมกับตัวเหลืองตาเหลือง อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้ ต้องรีบให้หยุดงานและพาไปพบแพทย์ทันที

เอกสารอ้างอิง

  1. National Toxicology Program (NTP). Tetrachloroethylene. Rep Carcinog. 2011;12: 398-401.
  2. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  3. Lash LH, Parker JC. Hepatic and renal toxicities associated with perchloro-ethylene. Phamacol Rev. 2001;53(2):177-208.
  4. Shen C, Zhao CY, Liu F, Wang YD, Wang W. Acute liver failure associated with occupational exposure to tetrachloroethylene. J Korean Med Sci. 2011;26(1):138-42.
  5. Hisanaga N, Jonai H, Yu X, Ogawa Y, Mori I, Kamijima M, et. al. [Stevens-Johnson syndrome accompanied by acute hepatitis in workers exposed to trichloro -ethylene or tetrachloroethylene]. Sangyo Eiseigaku Zasshi. 2002;44(2):33-49.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์