Styrene

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ สไตรีน (Styrene) ||||| ชื่ออื่น Vinylbenzene, Phenylethylene, Ethynylbenzene, Styrol, Styrene monomer

สูตรโมเลกุล C6H5CH=CH2 หรือ C8H8 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 104.2

CAS Number 100 -42 -5 ||||| UN Number 2055 (styrene monomer, inhibited)

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลวคล้ายน้ำมัน ไม่มีสีหรือสีเหลืองใส กลิ่นหอม ระเหยเป็นไอได้

คำอธิบาย สไตรีน (styrene) เป็นตัวทำละลายอินทรีย์กลุ่มอโรมาติกชนิดหนึ่งที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันเติมรถยนต์ และยังเป็นสารตั้งต้นในกระบวนการโพลีเมอร์เพื่อผลิตโฟมและพลาสติกอีกหลายชนิดด้วย ลักษณะเป็นน้ำมันเหลวใส ที่ความเข้มข้นต่ำๆ จะมีกลิ่นหอม ระเหยเป็นไอได้ดี พิษของสไตรีนจะทำให้เกิดการกดประสาท ระคายเคืองเยื่อบุ ระคายเคืองทางเดินหายใจ

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (1996) – TWA 20 ppm, STEL 40 ppm ||||| NIOSH REL – TWA 50 ppm, STEL 100 ppm ||||| OSHA PEL – TWA 100 ppm, Ceiling 200 ppm, Maximum peak 600 ppm in 5 minutes in any 3 hours ||||| IDLH 700 ppm ||||| กฎหมายแรงงานไทย TWA 100 ppm, Ceiling 200 ppm, Maximum peak 600 ppm in 5 minutes in any 3 hours

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม EPA NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – N/A

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI (2009) – Mandelic acid plus phenylglyoxelic acid ในปัสสาวะเก็บหลังเลิกงานไม่เกิน 400 mg/g Cr และ Styrene ในเลือดตรวจหลังเลิกงานไม่เกิน 0.2 mg/L

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC Group 2B || ACGIH A4 Carcinogenicity

แหล่งที่พบในธรรมชาติ

  • สไตรีนที่ใช้ในอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นสารปิโตรเคมีที่ได้จากการขุดเจาะน้ำมันและแก๊สธรรมชาติจากใต้ทะเล โดยทั่วไปจึงไม่พบอยู่ในสภาพแวดล้อมปกติ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอาจพบการปนเปื้อนออกจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่สิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น อากาศ ผิวดิน น้ำ ได้ในบางพื้นที่ [1]
  • นอกจากนี้ยังพบสไตรีนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติได้ในน้ำเลี้ยง (sap) ของพืชตระกูล Styrenaceous trees เช่น ต้นไม้กลุ่ม snow bell และ silver bell ได้เช่นกัน [1]

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันแก๊สโซลีน (gasoline)
  • ใช้เป็นสารโมโนเมอร์ (monomer) ในกระบวนการผลิตโพลีสไตรีน (polystyrene) ซึ่งเป็นโฟมชนิดหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ใช้ทำจานข้าว กล่องข้าว โฟมโพลีสไตรีนเป็นของแข็ง ย่อยสลายยาก แต่ไม่ก่อพิษต่อมนุษย์ในสภาวะปกติ นอกจากโฟมนั้นถูกความร้อนหรือไหม้ไฟจะกลับกลายเป็นสไตรีนดังเดิมและก่อพิษได้
  • ใช้เป็นสารตั้งต้นหรือสารโมโนเมอร์ (monomer) ในกระบวนการผลิตโคโพลีเมอร์ (copolymer) เช่น พลาสติกทนความร้อน acrylonitrile – butadiene – stryrene (ABS) และ styrene – acrylonitrile copolymer (SAN) และยางสังเคราะห์ styrene – butadiene rubber (SBR)

กลไกการก่อโรค

  • เช่นเดียวกับตัวทำละลายกลุ่มอโรมาติกชนิดอื่น สไตรีนออกฤทธิ์กดสมอง ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุ เช่น ตา จมูก ทางเดินหายใจ ทำให้วิงเวียนศีรษะเหมือนคนเมา อ่อนเพลีย มึนงง
  • เคยมีรายงานว่าสไตรีนทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ในสัตว์ทดลอง แต่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในคน [1]
  • ผู้ป่วยพิษจากการกินหรือดื่มสไตรีนยังไม่เคยมีรายงานไว้ จากการทดลองในสัตว์พบว่าสไตรีนมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหารในสัตว์ทดลองได้ [1]

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สไตรีนติดไฟง่าย (NFPA Code: H2 F3 R2) ในความเข้มข้นต่ำกลิ่นจะหอมจางๆ แต่ที่ความเข้มข้นสูงกลิ่นจะเข้มข้นมากจนกลายเป็นฉุนเหม็น คุณสมบัติข้อนี้มีประโยชน์มากในการบอกถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้พนักงานรับรู้ถึงอันตรายได้ การเก็บสไตรีนโดยทั่วไปต้องใส่ตัวหยุดยั้งปฏิกิริยา (inhibitor) ด้วย เนื่องจากเกิดปฏิกิริยา polymerization ได้ง่ายเมื่อถูกความร้อนและอาจเกิดระเบิดรุนแรง [2]

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน ช่องทางการดูดซึมสไตรีนเข้าสู่ร่างกายที่สำคัญที่สุดคือทางการหายใจ ทางผิวหนังสามารถดูดซึมได้เช่นเดียวกับตัวทำละลายอินทรีย์อื่นๆ ส่วนทางการกินก็คาดว่าดูดซึมได้ดีเช่นกัน อาการแบบเฉียบพลันจากการสัมผัสไอระเหยของสไตรีนความเข้มข้นสูงคือ ระคายเคืองตา จมูก คอ ทางเดินหายใจ ไอ แน่นหน้าอก ปอดบวมน้ำ ฤทธิ์กดสมองทำให้ มึนงง อ่อนเพลีย ซึม ความรู้สึกตัว ลดลง จนถึงกับหมดสติได้ พิษต่อระบบประสาทการมองเห็นอาจทำให้ เส้นประสาทตาอักเสบ (retrobulber optic neuritis) ภาพที่มองเห็นหายไปบางส่วน (central scotoma) และตาบอดสี (loss of color vision) [1]
  • อาการระยะยาว การสัมผัสที่ผิวหนังในระยะยาวทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวแห้งแตก คัน การสูดดมระยะยาวทำให้วิงเวียน มึนงง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร เดินเซ ความจำไม่ดี ชาปลายมือปลายเท้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ เคยมีรายงานว่าอาจทำให้เกิดโรคหอบหืดจากการสูดดมระยะยาวได้ [3] คุณสมบัติการก่อมะเร็งในมนุษย์นั้นข้อมูลยังไม่ชัดเจน

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจเพื่อบ่งชี้การสัมผัสสไตรีน ทำได้โดยการตรวจสารเมตาโบไลต์ (metabolites) ที่จำเพาะกับ สไตรีนสองตัวคือ mandelic acid (MA) และ phenylglyoxelic acid (PGA) ในปัสสาวะ ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้มีความจำเพาะสูง โดยทั่วไปจะไม่พบในปัสสาวะของผู้ที่ไม่ได้สัมผัสสไตรีนเลย ระยะเวลาครึ่งชีวิตของ MA และ PGA ในปัสสาวะเท่ากับ 20 และ 10 ชั่วโมงตามลำดับ [4]
  • นอกจากนี้ยังอาจตรวจจากเมตาโบไลต์ในปัสสาวะได้อีกตัวหนึ่งคือ hippuric acid ได้ แต่มีข้อจำกัดในการแปลผลมาก เนื่องจาก hippuric acid เกิดขึ้นเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับ MA และ PGA อีกทั้งยังไม่จำเพาะต่อการสัมผัสสไตรีนเพียงอย่างเดียว เพราะเกิดจากการสัมผัสสารโทลูอีน (toluene) ได้เช่นเดียวกัน [4]
  • การตรวจสไตรีนในเลือด (blood styrene) นั้น เหมาะที่จะใช้ตรวจยืนยันการสัมผัสเช่นกัน แต่มีระยะเวลาครึ่งชีวิตในเลือดเพียง 5 ชั่วโมง จึงควรเจาะตรวจหลังสัมผัสมาไม่นานจะดีที่สุด [4]
  • การตรวจที่ช่วยในการรักษากรณีเกิดพิษสไตรีน เช่น ตรวจภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เป็นต้น [1]

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล รีบนำผู้ป่วยออกจากการสัมผัสโดยเร็วที่สุด ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ทำการล้างตัวด้วยน้ำเปล่าให้มากที่สุด ถ้าเข้าตาให้ล้างตาอย่างน้อย 2 – 3 นาที สังเกตสัญญาณชีพ ช่วยการหายใจถ้ามีปัญหาการหายใจ ให้ออกซิเจนเสริม
  • การรักษา หลังจากล้างตัวแล้ว ให้การรักษาตามอาการ สังเกตการหายใจและภาวะปอดบวมน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ใน 24 – 72 ชั่วโมง ถ่ายภาพรังสีปอดถ้าสงสัยภาวะปอดบวมน้ำ ให้ออกซิเจนเสริม ให้สารน้ำ กรณีกินหรือกลืนเข้าไปอย่าทำให้อาเจียน เนื่องจากจะสำลักและระคายเคืองหลอดอาหารมากขึ้นได้ สังเกตอาการจนกว่าผู้ป่วยจะดีขึ้น ไม่มียาต้านพิษสำหรับสไตรีน

เอกสารอ้างอิง

  1. Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.
  2. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  3. Hayes JP, Lambourn L, Hopkirk JA, Durnham SR, Taylor AJ. Occupational asthma due to styrene. Thorax. 1991;46(5):396 - 7.
  4. Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์