Nitrogen dioxide

นพ.อังกูร นพคุณภูษิต (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ Nitrogen dioxide ||||| ชื่ออื่น Nitrogen peroxide

สูตรโมเลกุล NO2 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 46.01 ||||| CAS Number 10102-44-0 ||||| UN Number 1067

ลักษณะทางกายภาพ เป็นแก๊สสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นเหม็นฉุน

คำอธิบาย ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นแก๊สสีน้ำตาลแดงมีกลิ่นเหม็นฉุน เป็นแก๊สที่ระเหยจากกรดไนตริก หรือเกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างกรดไนตริกกับสารอินทรีย์ นอกจากนี้ยังพบได้ในการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน

ACGIH TLV – TWA 3 ppm (5.6 mg/m3), STEL 5 ppm

NIOSH REL – ST 1 ppm

IDLH 20 ppm

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ. ศ. 2520: ความเข้มข้นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานปกติ = 5 ppm (9 mg/m3)

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม

EPA NAAQS – 53 ppb (Annual), 100 ppb (1 hour)

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือใดกำหนดไว้

คุณสมบัติก่อมะเร็ง ACGIH Carcinogenicity = A4 ||||| องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้

แหล่งที่พบในธรรมชาติ พบได้ในบริเวณที่มีการทับถมของอินทรีย์สาร เช่น การทับถมของหญ้า ฟางข้าว

การนำไปใช้และงานที่มีโอกาสสัมผัส

  • การทำงานที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงของอินทรีย์สาร
  • การสลายกรดไนตรัส
  • การผลิตกรดไนตริกและการขนส่งกรดไนตริก
  • อุตสาหกรรมผลิตระเบิด
  • พนักงานดับเพลิง
  • การทำงานในโรงสีหรือสถานที่เก็บผลิตผลทางการเกษตร

กลไกการก่อโรค ไนโตรเจนไดออกไซด์ มีสถานะเป็นแก๊ส จึงสามารถเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจเป็นหลัก เมื่อเข้าสู่ทางเดินหายใจแล้ว จะทำปฏิกิริยากับน้ำในทางเดินหายใจและปอดได้เป็นกรดไนตริก (HNO3) และกรดไนตรัส (HNO2) ไนโตรเจนไดออกไซด์ยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งจะทำลายผนังเซลล์และส่วนประกอบต่างๆ ภายในเซลล์ ซึ่งจากกลไกที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จะส่งผลให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณทางเดินหายใจ เกิดภาวะหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ (pneumonitis) ได้นอกจากนี้ไนโตรเจนไดออกไซด์ยังมีความสามารถในการจับกับฮีโมโกลบิน ได้ดีกว่าคาร์บอนมอนอกไซด์หลายพันเท่า เมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตจะถูกเปลี่ยนเป็นเมทฮีโมโกลบิน (methemoglobin ) ไนไตรต์ (nitrite ) และไนเตรต (nitrate ) ซึ่งขัดขวางการขนส่งออกซิเจนไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไนโตรเจนออกไซด์ เป็นสารที่ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายอย่างรุนแรง โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นการเข้าระงับเหตุการณ์ ผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือควรสวมชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA)

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน เนื่องจากเป็นแก๊สที่ละลายน้ำได้ไม่ดี ดังนั้นถ้ารับสัมผัสในปริมาณน้อย จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนเพียงเล็กน้อย อาจก่อให้เกิดผลเสียเนื่องจาก จะไม่ทำให้เกิดอาการ ไอ คันคอ แสบจมูก ซึ่งเป็นอาการเตือนที่สำคัญ ทำให้มีการสูดดมไนโตรเจน ไดออกไซด์เพิ่มเป็นระยะเวลานาน ทำให้รับสัมผัสมากขึ้นได้ ส่วนในกรณีที่สัมผัสในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนบน คือ แสบจมูก ไอ เจ็บคอ และมีอาการแสบตาร่วมด้วยได้
  • ถ้าสัมผัสในปริมาณน้อย มักไม่แสดงอาการชัดเจน เนื่องจากระคายเคืองเยื่อบุต่างๆ โดยเฉพาะเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนได้น้อย ต้องสัมผัสในปริมาณมากจึงจะมีอาการระคายเคืองเยื่อบุต่างๆ
  • อาการสำคัญที่ต้องระวัง คือ การระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งมักเกิดหลังจากสัมผัสสารชนิดนี้ไปแล้วประมาณ 24 ชั่วโมง โดยทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary edema) ซึ่งทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนรุนแรงจนเสียชีวิตได้ และอาการอาจเร็วขึ้นถ้าสัมผัสในปริมาณมากขึ้น และหลังจากรักษาภาวะปอดบวมน้ำจนดีขึ้นแล้วอาจเกิดภาวะหลอดลมฝอยอุดกั้น (Bronchiolitis obliteran) ซึ่งเกิดจากการอักเสบอย่างต่อเนื่องและเกิดผังผืดในหลอดลมฝอย
  • อาการระยะยาว ผู้ที่สัมผัสไนโตรเจนไดออกไซด์ อาจเกิดอาการหอบหืดและพังผืดในเนื้อปอดได้

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่มีการตรวจวัดการสัมผัสแก๊สนี้ในร่างกายที่จำเพาะเจาะจงโดยตรง การตรวจเพื่อประเมินอาการของผู้ที่สัมผัสแก๊สชนิดนี้ เพื่อช่วยในการรักษาประกอบด้วยการตรวจระดับแก๊สในเลือดโดยใช้โคออกซิมิเตอร์ (cooximeter) เพื่อตรวจหาเมทฮีโมโกลบินการตรวจระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas) การตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (chest X-ray) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหายใจหอบเหนื่อย เพื่อค้นหาภาวะปอดบวมน้ำ และการตรวจสมรรถภาพปอด (pulmonary function test) เป็นต้น

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล รีบนำผู้ป่วยออกจากแหล่งที่รับสัมผัสถอดเสื้อผ้าออกเพื่อลดการปนเปื้อนให้ผู้ป่วยสูดออกซิเจน 100 % และเฝ้าระวังปัญหาของระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการหอบเหนื่อยรีบส่งผู้ป่วยดูแลรักษาต่อที่โรงพยาบาล
  • การรักษา อาการหลังสัมผัสระยะแรกมักไม่ชัดเจน ดังนั้นการรักษาแบบประคับประคองและการสังเกตอาการจึงมีความสำคัญดูแลระบบทางเดินหายใจ ใส่ท่อช่วยหายใจถ้ามีภาวะหายใจล้มเหลวให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจน 100 % ในระยะยาว ควรติดตามอาการของภาวะพังผืดในเนื้อปอด และหอบหืดที่อาจเกิดขึ้นได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  2. ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States2011.
  3. NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0414.html.
  4. Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.
  5. Haz-Map: Occupational Exposure to Hazardous Agents. Nitric acid. Available from: http://hazmap.nlm.nih.gov/.
  6. วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ , สุรจิต สุนทรธรรม, บรรณาธิการ. อาชีวเวชศาสตร์ ฉบับพิษวิทยา – โครงการตำรากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี: บริษัท ไซเบอร์ เพรส จำกัด พ.ศ. 2542.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์