Nitric acid

นพ.อังกูร นพคุณภูษิต (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ Nitric acid ||||| ชื่ออื่น Hydrogen nitrate; Azotic acid; Rfna; Aqua fortis; Fuming nitric acid; Red fuming nitric acid; Nital; Nitryl Hydroxide; Nitric acid red fuming; Nitric acid, other than red fuming

สูตรโมเลกุล HNO3 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 63.2 ||||| CAS Number 7697-37-2 ||||| UN Number 2031

ลักษณะทางกายภาพ เป็นสารละลาย ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน จุดเดือด 83 องศาเซลเซียส จุดหลอมเหลว -42 องศาเซลเซียส ละลายน้ำได้ดี

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน

ACGIH TLV – TWA 2 ppm, STEL 4 ppm

OSHA PEL – TWA 2 ppm, STEL N/A

IDLH 25 ppm

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ. ศ. 2520: ความเข้มข้นเฉลี่ยตลอดระยะเวลาทำงานปกติ = 2 ppm (5 mg/m3)

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม EPA NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 จัดให้เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 1

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือองค์กรใดกำหนดค่ามาตรฐานไว้

คุณสมบัติก่อมะเร็ง ไม่มีข้อมูล องค์กร IARC ยังไม่ได้ทำการประเมินไว้

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตแอมโมเนียมไนเตรท (Ammonium Nitrate)
  • ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตระเบิด
  • ใช้ทำความสะอาดโลหะในอุตสาหกรรมการผลิตโลหะต่างๆ
  • ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตสารกึ่งตัวนำ

กลไกการก่อโรค เมื่อร่างกายสัมผัสกรดชนิดนี้โดยตรงจะทำให้เกิดการกัดกร่อนเนื้อเยื่อที่สัมผัสกับกรด เช่นผิวหนัง นอกจากนี้กรดไนตริค เป็นกรดที่สามารถละลายน้ำได้ดี (High Water Solubility) เมื่อกรดไนตริคที่ระเหยในรูปของแก๊สและทำปฏิกิริยากับของเหลวในร่างกายโดยเฉพาะบริเวณเยื่อบุในอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตา ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจตั้งแต่ทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูก คอ ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ได้

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน กรดไนตริคเป็นสารที่สามารถทำปฏิกิริยากับสารเคมีชนิดอื่นได้ดี กรดไนตริคไม่ติดไฟแต่สามารถทำปฏิกิริยากับสารชนิดอื่นจนเกิดการระเบิดหรือเกิดไฟได้ นอกจากนี้ยังมีความเป็นกรดซึ่งเป็นอันตรายรุนแรงกับผู้ที่รับสัมผัส ดังนั้นเมื่อมีผู้ที่ได้รับสัมผัส ให้พยายามนำตัวออกมาจากจุดที่เกิดการสัมผัสโดยเร็ว ทำการถอดเสื้อผ้าและล้างตัว ด้วยน้ำสะอาดให้มากที่สุดก่อนนำส่งโรงพยาบาล

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน เนื่องจากเป็นกรดที่ละลายน้ำได้ดี จึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้เร็ว ตั้งแต่ทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้เป็นการเตือนผู้ที่สัมผัสกับกรดไนตริค ไม่ให้สัมผัสกรดเพิ่ม ในกรณีที่สัมผัสกรดไนตริคในปริมาณต่ำๆ จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุต่างๆ และทางเดินหายใจส่วนบนเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้เกิดอาการแสบตาเคืองตาจากเยื่อบุตาอักเสบ แสบจมูกปวดหรือคัดจมูกจากโพรงจมูกอักเสบ ผิวหนังอักเสบ ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ หรือถ้ามีอาการมากอาจมีอาการหอบหืดได้ ในกรณีที่สัมผัสกรดไนตริคในปริมาณสูง นอกจากอาการที่เหมือนกับการสัมผัสในปริมาณน้อยๆแล้ว จะทำให้เกิดการบวมในเยื่อบุทางเดินหายใจ เช่น กล่องเสียงบวม หลอดลมบวม เกิดภาะทางเดินหายใจอุดกั้นเกิดอาการหอบเหนื่อย นอกจากนี้อาจเกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดภาวะปอดอักเสบจากสารเคมี (Chemical Pneumonitis) หรือภาวะปอดบวมน้ำ (Pulmonary edema) ซึ่งอาจรุนแรงจนเสียชีวิตได้
  • อาการระยะยาว แม้ว่าผู้ที่มีสัมผัสกรดไนตริคส่วนใหญ่จะฟื้นตัวจนหายเป็นปกติ แต่อาจมีบางรายที่เกิดความผิดปกติแบบถาวร เช่น อาการหอบหืดเรื้อรัง หรือเกิดพังผืดในเนื้อปอด

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการทำจำเพาะเจาะจงสำหรับการติดตามการสัมผัสกรดไนตริค แต่สามารถตรวจเพิ่มเติมทางอ้อมเพื่อยืนยันการสัมผัสได้ซึ่งประกอบด้วย (1) ประวัติการสัมผัสกรดไนตริค (2) ดูอาการระคายเคืองอวัยวะต่างๆ เช่น แสบตา แสบจมูก ไอ แสบคอ (3) การตรวจระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (Arterial Blood Gas) (4) ในกรณีที่มีประวัติสัมผัสกรดไนตริคในปริมาณมาก การถ่ายภาพรังสีทรวงอกจะมีประโยชน์ในการติดตามภาวะปอดอักเสบและปอดบวมน้ำจากกรดไนตริค (5) ตรวจร่างกายและสังเกตอาการซ้ำเป็นระยะ (6) ในกรณีที่สัมผัสกรดไนตริคมาเป็นระยะเวลานานๆ การตรวจสมรรถภาพปอดและการตรวจฟันเพื่อดูการกร่อนของฟันอาจช่วยประกอบการวินิจฉัยได้

การดูแลรักษา

  • การปฐมพยาบาล รีบนำผู้ป่วยออกมาจากจุดเกิดเหตุ ประเมินการหายใจ ถ้ามีเสียงแหบ (hoarseness) หรือหายใจเสียงดัง (stridor) ต้องระวังภาวะกล่องเสียงบวมซึ่งอาจทำให้มีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นได้ ให้ผู้ป่วยสูดดมออกซิเจนบริสุทธิ์ (100 % oxygen) และอาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลม ถ้ามีภาวะหลอดลมตีบ ติดตามระดับออกซิเจนในร่างกาย
  • การรักษาระยะเฉียบพลัน ถ้าสัมผัสโดยการรับประทาน ห้ามทำให้อาเจียน สังเกตอาการของการระคายเคืองทางเดินอาหาร ถ้าสงสัยภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารอาจจำเป็นต้องส่งกล้องในทางเดินอาหารเพื่อรักษา ควรงดน้ำงดอาหารทางการรับประทานและให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำให้เพียงพอ ถ้าสัมผัสโดยการหายใจ รีบนำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุโดยเร็ว และให้ประเมินความรุนแรงของการอุดกั้นทางเดินหายใจถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยให้สูดดมออกซิเจน(100 % O2) หากมีความรุนแรงมากควรพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจตั้งแต่ระยะแรกเนื่องจากอาจมีภาวะหลอดลมอุดกั้นรุนแรงจนเสียชีวิตได ้และควรให้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่นเพื่อช่วยขยายหลอดลมด้วย ถ้าเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ และรีบส่งปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด ถ้าสัมผัสผิวหนัง ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออกและล้างตัวหรือบริเวณที่สัมผัสด้วยน้ำสะอาดและสบู่ให้มากที่สุด แล้วรีบส่งรักษาต่อโดยแพทย์ที่โรงพยาบาล ถ้าผิวหนังถูกกรดเป็นบริเวณกว้างควรให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะร่างกายสูญเสียน้ำ และทำแผลอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนที่ผิวหนัง

การเฝ้าระวัง ติดตามอาการของผู้ที่สัมผัสกรดไนตริค ซึ่งอาจมีความผิดปกติกับร่างกายได้เช่น โรคหอบหืด หรือผังผืดในปอด โดยอาจนัดติดตามอาการ และตรวจสมรรถภาพปอดเป็นระยะ

เอกสารอ้างอิง

  1. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  2. ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States2011.
  3. NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0414.html.
  4. Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.
  5. Haz-Map: Occupational Exposure to Hazardous Agents. Nitric acid. Available from: http://hazmap.nlm.nih.gov/.
  6. ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมีกรมควบคุมมลพิษ. คู่มือการระงับอุบัติภัยจากวัตถุอันตราย2546.
  7. ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์กรมควบคุมมลพิษ. Nitric acid. Available from: http://msds.pcd.go.th/.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์