Methyl ethyl ketone

เรียบเรียงโดย พญ.เกศ ชัยวัชราภรณ์
เรียบเรียงเมื่อ 31 พฤษภาคม 2555 ||||| ปรับปรุงครั้งล่าสุด 31 พฤษภาคม 2555

ชื่อ เมทิลเอทิลคีโตน (Methyl ethyl ketone หรือ MEK) ||||| ชื่ออื่น MEK, Butanone, 2-Butanone

สูตรโมเลกุล C4H8O ||||| น้ำหนักโมเลกุล 72.11 ||||| CAS Number 78-93-3 ||||| UN Number 1193

ลักษณะทางกายภาพ เป็นของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นคล้าย acetone (กลิ่นของ acetone มีลักษณะกลิ่นหอมของสารเคมี) ระเหยง่ายและติดไฟง่าย ความดันไอ 77 mmHg (ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส) น้ำหนัก โมเลกุล 72.10 ติดไฟได้เองที่อุณหภูมิ 515 องศาเซลเซียส ถ้าสัมผัสความร้อนจะเปลี่ยนเป็นแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สคาร์บอนมอนนอกไซด์ สามารถละลายน้ำได้ดีและผสมกับสารตัวทำละลายได้หลายชนิด

คำอธิบาย Methyl ethyl ketone หรือที่นิยมเรียกย่อๆ ว่า MEK เป็นสารในกลุ่ม ketone (คือมีหมู่ carbonyl ต่อกับ hydrocarbon 2 ข้าง สารกลุ่ม ketone ที่พบบ่อยที่สุดคือ acetone) เป็นตัวทำละลายที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่างในปัจจุบัน

ค่ามาตรฐานในสภาพแวดล้อมการทำงาน ACGIH TLV 8-hour TWA = 200 ppm, STEL = 300 ppm ||||| NFPA code = H1 F3 R0

ค่ามาตรฐานสิ่งส่งตรวจทางชีวภาพ ACGIH BEI รายการส่งตรวจคือ MEK ในปัสสาวะ (MEK in urine) โดยเก็บที่เวลาหลังเลิกงาน (end of shift ) ค่าที่กำหนดคือไม่เกิน 2 mg/L

การก่อมะเร็ง ยังไม่มีหลักฐานการก่อมะเร็ง

อุตสาหกรรมที่พบได้ หลักๆคือถูกนำมาใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับ vinyl plastic ที่ใช้ในงานเคลือบผิว (coating) ใช้ในการหล่อขึ้นรูป (molding articles) นอกจากนี้ ยังใช้เป็นน้ำมันเคลือบเงาหรือน้ำมันชักเงา (varnish) ใช้ล้างคราบมันบนผิวโลหะ (degreasing metal) ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเทปแม่เหล็ก (magnetic tape) หมึก สีสเปรย์ กาว smokeless powder และผลิตภัณฑ์อุดรอยรั่ว (sealers) และใช้ในการสกัดวัตถุดิบประกอบอาหาร

กลไกก่อโรค MEK มีฤทธิ์ระคายเคืองเป็นหลัก แต่เมื่อเทียบกับสารตัวทำละลายชนิดอื่น นับว่า MEK มีพิษน้อยกว่าและค่อนข้างปลอดภัยกว่า เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ส่วนใหญ่จะถูกขับออกในรูปเดิม ทางปัสสาวะและทางลมหายใจออก

อาการพิษเฉียบพลัน

  • หากรับสัมผัสไอระเหยทางการหายใจ จะทำให้ระคายเคืองจมูกและภายในลำคอ และเกิดอาการปวดศีรษะ อาเจียน มึนงง สับสน ชาตามแขนขา และอาจกดระบบประสาทส่วนกลาง
  • หากสัมผัสทางผิวหนัง จะทำให้ระคายเคืองผิว ทำให้เกิดผิวแห้ง
  • หากสัมผัสถูกตา จะเกิดการระคายเคืองรุนแรง ปวดตา น้ำตาไหลและทำให้ตามัวชั่วคราว
  • หากสัมผัสทางการกิน จะทำให้อาเจียน ซึมลง โคม่า ความดันต่ำ หายใจหอบเร็ว และเกิดภาวะ metabolic acidosis ตามมาได้

อาการพิษเรื้อรัง

  • กดระบบประสาทส่วนกลาง มีผลต่อระบบประสาทส่วนปลาย และอาจทำให้เกิด peripheral neuropathy
  • หากสัมผัสทางผิวหนังเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังอักเสบ ผื่นแดงและคัน ผิวหนังบางลง

การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) เพื่อดูความผิดปกติของเนื้อปอด ในกรณีสัมผัสทางการหายใจ การส่งตรวจอื่นให้ส่งตรวจตามอาการ เช่น ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) ระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas)

การดูแลรักษา

  • กรณีสัมผัสทางการสูดหายใจ ให้ดูแลทางเดินหายใจเบื้องต้น (maintain airway) ให้ออกซิเจน และดูแลการหายใจตามความรุนแรง เฝ้าระวังการเกิดภาวะปอดอักเสบจากสารเคมี (chemical pneumonitis)
  • กรณีสัมผัสทางผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ให้ถอดเครื่องนุ่งห่มที่ปนเปื้อนออกให้หมด และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก หากเข้าตา เมื่อรักษาเบื้องต้นแล้ว ควรส่งต่อให้จักษุแพทย์ดูแลรักษาต่อ
  • กรณีกลืนกิน พยายามให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ หรือพิจารณาทำการล้างท้อง (gastric lavage) ได้หากยังกินมาไม่เกิน 1 ชั่วโมง
  • นอกจากนี้ ให้การรักษาตามอาการ ควรเจาะตรวจ arterial blood gas ด้วย หากผู้ป่วยกิน MEK เข้าไปในปริมาณมาก

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์