Methanol

นพ.ภวัต วิทยผโลทัย (9 กรกฎาคม 2554)

ชื่อ เมทานอล (Methanol)

ชื่ออื่น Methyl alcohol, Wood alcohol, Wood naphtha, Wood spirit, Carbinol

สูตรโมเลกุล CH4O ||||| น้ำหนักโมเลกุล 32.04 ||||| CAS Number 67-56-1 ||||| UN Number 1230

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ใส ไม่มีสี ระเหยง่าย มีกลิ่น ติดไฟได้

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (2008): TWA = 200 ppm, STEL = 250 ppm ||||| NIOSH REL: TWA = 200 ppm (260 mg/m3), STEL = 250 ppm (325 mg/m3), IDLH = 6,000 ppm ||||| OSHA PEL: TWA = 200 ppm (260 mg/m3) ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: TWA = 200 ppm (260 mg/m3)

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI (2011): Methanol in urine (End of shift) = 15 mg/L

คุณสมบัติก่อมะเร็ง ไม่มีข้อมูล องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้

คำอธิบาย Methanol หรือ methyl alcohol หรือ wood alcohol เป็นสารที่ใช้เป็นตัวทำละลายในสารเคมีและผลิตภัณฑ์หลายชนิดเช่นเดียวกับ ethyl alcohol หรือ ethanol ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือมีผู้นำ methanol มาผลิตเป็นเหล้าเถื่อนขาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพถึงแก่พิการหรือเสียชีวิตได้ เนื่องจาก methanol ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (metabolic acidosis) ทำให้ตาบอด (blindness) และเสียชีวิตได้ภายใน 6 - 30 ชั่วโมง

กลไกการก่อโรค Methanol จะถูก metabolized อย่างช้าๆโดยเอนไซม์ alcohol dehydrogenase กลายเป็น formaldehyde จากนั้นก็ถูกเอนไซม์ aldehyde dehydrogenase ทำให้กลายเป็น formic acid (formate) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดภาวะตาบอด (blindness) สำหรับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase สามารถ metabolized ได้ทั้ง ethanol และ methanol จึงสามารถใช้ ethanol เป็น antidote ของ methanol ได้

ขนาดที่ก่อพิษ ขนาดของ methanol ทางการกินหรือดื่ม ที่ทำให้เกิดพิษขึ้นเฉลี่ยประมาณ 30 – 240 ml (20 – 150 gm) หรือขนาดต่ำสุดที่ทำให้เกิดพิษประมาณ 100 mg/kg ส่วนขนาดของ methanol ทางการสูดดม ค่ามาตรฐานในงานอุตสาหกรรมคือ 200 ppm ต่อ 8 ชั่วโมงการทำงาน (the ACGIH recommended workplace exposure limit) และระดับที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้คือ 6000 ppm (the level considered immediately dangerous to life and health; IDLH) สำหรับการสัมผัสทางผิวหนัง โดยทั่วไปทำให้เกิดการระคายเคืองทางผิวหนัง ทำให้ผิวแห้ง แดง มีรายงานว่ามีการเกิดพิษจากการดูดซึมทางผิวหนังในเด็กทารก ในประเทศอียิปต์จากการใช้ alcohol ช่วยลดไข้ ทำให้เกิดอาการคล้ายทางการกิน

อาการทางคลินิก ในช่วง 2 – 3 ชั่วโมงแรก หลังได้รับ methanol ทางการกิน จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเมาเช่นเดียวกับ ethanol และจะเกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ได้ ในช่วงแรกจะยังไม่มีภาวะเลือดเป็นกรด (metabolic acidosis) แต่บางครั้งเราอาจพบได้ว่ามีค่า osmolar gap สูงขึ้น จากนั้น 2 – 3 ชั่วโมงให้หลัง จะเกิดภาวะ severe metabolic acidosis, ภาวะตาบอดหรือปัญหาทางสายตา, ภาวะชัก, หมดสติ, ภาวะไตวาย และเสียชีวิตได้ สำหรับภาวะบกพร่องทางสายตา พบว่าจะการมองเห็นไม่ชัดคล้ายกับการยืนอยู่บนทุ่งหิมะ (standing in a snowfield) การตรวจตาด้วย fundoscopic จะพบ optic disc hyperemia, venous engorgement, peripapilledema, retinal and optic edema

ระยะของอาการทางคลินิก

  • กดระบบประสาทส่วนกลาง เริ่มมีอาการภายใน 30 นาที – 2 ชั่วโมง การเกิดพิษอาจใช้ระยะเวลาน้อยกว่าเอทานอล
  • ช่วงเวลาไม่แสดงอาการ (asymptomatic latent period) เกิดภายหลังการกดประสาทส่วนกลาง ระยะเวลาในช่วงนี้มีหลากหลายตั้งแต่ 8 – 24 ชั่วโมงหลังการกิน แต่บางครั้งอาจเกิดนานกว่า 48 ชั่วโมง ก็ได้ ผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการใดๆ ชัดเจน ในช่วงเวลานี้
  • ภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง (severe metabolic acidosis) เกิดต่อจากช่วงเวลาไม่แสดงอาการ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ และมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น
  • ภาวะเป็นพิษต่อสายตา (ocular toxicity) ตามมาด้วยตาบอด โคม่า และในรายที่รุนแรงจะเสียชีวิต การมองเห็นที่ผิดปกติ โดยทั่วไปจะเริ่มมีอาการ 12 – 48 ชั่วโมงหลังการกิน และมีอาการได้ตั้งแต่ตาสู้แสงไม่ได้ มองเห็นภาพไม่ชัด ไปจนถึงระดับความสามารถในการมองเห็นลดต่ำลง และตาบอดสนิทได้ การสูญเสียการมองเห็นมักเป็นแบบส่วนกลาง (central scotoma) หรือตาบอดสนิทเนื่องจากเส้นประสาทตาฝ่อ (optic atrophy)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • Serum methanol level มากกว่า 20 mg/dL ในช่วงแรก แต่ในช่วงหลังจาก 2 – 3 ชั่วโมง ค่า serum methanol level อาจจะลดต่ำลงได้
  • Serum formate เป็นค่าที่ดีในการช่วยวินิจฉัย และบอกถึงความรุนแรง แต่การตรวจหา serum formate อาจจะยังมีที่ตรวจได้น้อย
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ได้แก่ electrolyte ช่วยคำนวณค่า anion gap, BUN, creatinine, serum osmolality และ osmolar gap, arterial blood gas และ lactate level

การดูแลรักษา

  • การดูแลในกรณีฉุกเฉินและการรักษาตามอาการ (Emergency and supportive treatment)
  • ดูแลทางเดินหายใจในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ
  • รักษาภาวะชักหรือหมดสติ ถ้ามีอาการ
  • รักษาภาวะเลือดเป็นกรด (metabolic acidosis) ด้วย sodium bicarbonate โดยใช้การเจาะ arterial blood gas ประเมินการรักษา
  • Specific drug and antidote
  • ให้ fomepizole หรือ ethanol เป็น antidote แย่งจับกับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase เพื่อลดการเปลี่ยน methanol เป็น toxic metabolites ข้อบ่งชี้ในการให้คือ (1) ผู้ป่วยที่มีประวัติดื่มกิน methanol ชัดเจน และไม่สามารถตรวจหา serum methanol ได้ทันท่วงที และมีค่า osmolar gap มากกว่า 10 mOsm/L หรือ (2) มีภาวะ metabolic acidosis (pH < 7.3, serum bicarbonate < 20 mEq/L)
  • folic และ folinic acid จะช่วยเพิ่มการเปลี่ยนกรด formic ให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ โดยให้ขนาด 1 mg/kg (up to 50mg) IV ทุก 4 ชม.
  • Decontamination
  • ทำให้อาเจียนเอา gastric content ออกถ้ากินสารเข้าไปไม่เกิน 30 – 60 นาที
  • การให้ activated charcoal ไม่ค่อยให้ประโยชน์เนื่องจาก methanol สามารถดูดซึมผ่านทางเดินอาหารได้เร็วมาก
  • Enhanced elimination การทำ hemodialysis ช่วยในการกำจัดทั้ง methanol และ formic acid ข้อบ่งชี้ในการทำ hemodialysis คือ
    • ผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าได้รับ methanol และมีภาวะ metabolic acidosis อย่างชัดเจน
  • ภาวะบกพร่องทางสายตา
  • ภาวะไตวาย
  • ค่า osmolar gap > 10 mOsm/L หรือค่า serum methanol > 50 mg/dL
การรักษาต่างๆ ข้างต้นจะดำเนินการจนกระทั่งค่า serum methanol ลดลงต่ำกว่า 20 mg/dL หรือพ้นจากภาวะเลือดเป็นกรด

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์