Mercury

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ ปรอท (Mercury) ||||| ชื่ออื่น Quicksilver, Liquid silver

สัญลักษณ์อะตอม Hg ||||| น้ำหนักอะตอม 200.59 ||||| CAS Number 7439-97-6 ||||| UN Number 2809

ลักษณะทางกายภาพ ในรูปโลหะบริสุทธิ์จะเป็นของเหลว สีเงินวาว มีน้ำหนัก กลิ้งไปมาได้ ไม่มีกลิ่น ไม่ระเบิดติดไฟ

คำอธิบาย ปรอทเป็นโลหะเพียงชนิดเดียวที่ในรูปบริสุทธิ์จะอยู่ในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เมื่อเกิดการหกรั่วไหลปรอทสามารถกลิ้งไปมาและระเหยเป็นไอได้ง่าย และเข้าสู่ร่างกายทางการสูดดม ปรอทบริสุทธิ์ดูดซึมได้น้อยมากทางการกิน ส่วนการสัมผัสผ่านทางผิวหนังทำให้เกิดผื่นแพ้ได้ นอกจากในรูปโลหะบริสุทธิ์ (Elemental mercury) ยังพบปรอทได้ในรูปปรอทอนินทรีย์ (inorganic mercury) และปรอทอินทรีย์ (organic mercury) อีกด้วย อาการพิษของปรอทแต่ละรูปจะมีความแตกต่างกันไป

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV – Elemental and inorganic forms TWA 0.025 mg/m3, Alkyl compounds TWA 0.01 mg/m3, STEL 0.03 mg/m3, Aryl compounds TWA 0.1 mg/m3 ||||| NIOSH REL – Mercury vapor TWA 0.05 mg/m3, Other forms C 0.1 mg/m3 ||||| OSHA PEL – C 0.1 mg/m3 ||||| IDLH 10 mg/m3 ||||| กฎหมายแรงงานไทย Mercury Ceiling 0.05 mg/m3, Organo (alkyl) mercury TWA 0.01 mg/m3, Ceiling 0.04 mg/m3

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – มาตรฐานการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ ปรอทต้องไม่เกิน 0.05 mg/m3 ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากเตาเผามูลฝอยติดเชื้อ (พ.ศ. 2546)

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI – Total inorganic mercury ในปัสสาวะก่อนเข้างาน 35 ug/g Cr, Total inorganic mercury ในเลือดหลังเลิกงานวันสุดท้ายของสัปดาห์ 15 ug/L

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC – Elemental and inorganic mercury Group 3, Methyl mercury compounds Group 2B ||||| ACGIH Carcinogenicity – Elemental and inorganic mercury A4 Carcinogenicity

แหล่งที่พบในธรรมชาติ

  • ตัวธาตุจะพบในธรรมชาติในรูปแร่ Cinnabar ore (HgS) เมื่อนำมาสกัดจะได้เป็นโลหะปรอทซึ่งมี 3 รูป คือ 1) รูปธาตุบริสุทธิ์ (elemental mercury) จะเป็นโลหะของเหลวสีเงินวาว 2) รูปสารประกอบปรอท อนินทรีย์ (inorganic mercury) เช่น mercuric chloride (HgCl2) และ 3) รูปสารประกอบปรอทอินทรีย์ (organic mercury คือ akyl & aryl mercury) เช่น methylmercury (HgCH3) เป็นต้น สารปรอททั้ง 3 รูปมีกลไกเข้าสู่ร่างกายและมีพิษแตกต่างกัน [1]
  • เมื่อมนุษย์นำสายแร่ปรอทมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้น ทำให้ในธรรมชาติปัจจุบันมีการปนเปื้อนของสารปรอทในดินและน้ำทั่วไป ไอปรอทจากอุตสาหกรรมจะลอยสู่ในอากาศ เมื่อถูกน้ำฝนตกชะลงมาจะตกลงในน้ำหรือลงดินโดยเฉพาะผิวดินที่อยู่ตื้นๆ เมื่อธาตุปรอท (elemental mercury) ปะปนอยู่ในน้ำจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นปรอทอินทรีย์ (biomethylated ) โดยสัตว์น้ำขนาดเล็ก จากนั้นจะเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร จากในสัตว์น้ำขนาดเล็ก ไปสะสมในปลาเล็ก ในปลาใหญ่ โดยมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ (bioaccumulation) ในปลาขนาดใหญ่บางชนิด เช่น ปลาปากดาบ (swordfish) ที่กินปลาเล็กอื่นๆ อาจสะสมสารปรอทเอาไว้ในเนื้อเยื่อในความเข้มข้นสูงได้ [1] อันจะนำไปสู่การได้รับสารปรอทเมื่อมนุษย์บริโภคปลาเหล่านี้เข้าไป ปัญหาสารปรอทปนเปื้อนมากขึ้นในสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะในอากาศ ดิน น้ำ หรือสัตว์น้ำ กำลังเป็นที่สนใจกันอยู่ทั่วโลก [2]
  • นอกจากนี้การปล่อยสารปรอทออกปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมโดยการกระทำของมนุษย์แล้ว การระเบิดของภูเขาไฟยังเป็นการปล่อยสารปรอทออกมาสู่สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติได้อีกทางหนึ่งด้วย [1]
  • ปะปนอยู่ในน้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติจากบางแหล่ง

สภาพการณ์หรืออุตสาหกรรมที่พบสารปรอทได้

  • ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) พบได้ในปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความดันโลหิต สวิตช์ไฟ ใช้ใส่ในหลอดฟลูออเรสเซนต์เพื่อช่วยในการเรืองแสง ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แก๊สคลอรีนและโซดาไฟ ใช้ในการแยกธาตุทองคำออกจากธาตุอื่น ใช้ผสมในวัสดุอุดฟัน (dental amalgam) ในยาสมุนไพรพื้นบ้านบางชนิดอาจมีปรอทผสมอยู่ ในพิธีกรรมทางศาสนาบางอย่างอาจมีการใช้ปรอท เช่น เผาแบงก์กงเต็ก การระเบิดของภูเขาไฟก็จะมีปรอทออกมาด้วย
  • ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) นำมาใช้ดังนี้ mercuric chloride ในอดีตใช้เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ mercurous chloride ในอดีตใช้เป็นยาถ่าย ยาถ่ายพยาธิ mercurochrome ใช้ในยาแดง thimerosal ใช้ผสมเป็นยากันเสียในยาทา วัคซีน และยาหยอดตา mercuric sulfide และ mercuric oxide อาจพบใช้ในสีบางชนิด รวมถึงอาจพบในสีที่ใช้ในการสักลายที่ผิวหนังด้วย
  • ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) ที่พบได้บ่อยคือ methylmercury จะพบปนเปื้อนในเนื้อเยื่อของสัตว์น้ำตามธรรมชาติ สาร dimethylmercury อาจใช้ในการทดสอบทางเคมีบางอย่าง ในอดีต methylmercury & ethylmercury ใช้ป้องกันเมล็ดพืชจากรา แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว ในอดีตสาร phenylmercury ใช้เป็นสารต้านเชื้อราผสมในสีทาบ้าน ปัจจุบันเลิกใช้แล้วเช่นกัน

กลไกการก่อโรค ปรอททำปฏิกิริยากับหมู่ sulfhydryl (SH) ทำให้เกิดการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ และเป็นผลให้เกิดพยาธิสภาพของเยื่อหุ้มเซลล์ หากพิจารณาแยกตามชนิดแล้วพบว่า elemental mercury และ methylmercury ทำให้เกิดพิษต่อสมอง นอกจากนี้ methylmercury ยังระคายเคืองต่อปอด ทำให้พัฒนาการทางสมองผิดปกติ ส่วน inorganic mercury ทำให้ระคายเคืองผิวหนัง ตา ทางเดินอาหาร และเป็นพิษต่อไต

การจัดการเมื่อเกิดการรั่วไหล

  • กรณีของ organic mercury ไม่น่าจะมีการรั่วไหลจากแหล่งใดออกมาในปริมาณมาก ส่วน inorganic mercury การรั่วไหลอาจพบได้ไม่บ่อยนัก ทั้ง 2 กรณีจึงขอไม่กล่าวถึงในที่นี้
  • กรณีของ elemental mercury การหกตกรั่วไหลถือว่ามีความสำคัญมาก การหกลงบนพื้นพรมแม้ในปริมาณน้อยมากเพียง 5 ml ถ้าไม่เก็บกวาดก็เคยมีรายงานว่าทำให้เด็กที่สัมผัสเกิดอาการพิษอย่างรุนแรงได้ [3] การเก็บกวาดกรณีปรอทวัดไข้หรือที่วัดความดันตกแตก ถ้าเป็นในโรงพยาบาลควรมีการฝึกเตรียมแม่บ้านให้ทำการเก็บได้อย่างถูกต้อง ถ้าเป็นในบ้านต้องทำการเก็บเองอย่างเหมาะสม สำหรับพื้นพรม การเก็บจะยากกว่าพื้นไม้หรือกระเบื้องเพราะปรอทไหลแทรกซึมอยู่ได้มากกว่า วิธีการเก็บอย่าใช้เครื่องดูดฝุ่นดูด เพราะจะทำให้ไอปรอทระเหยออกมามากขึ้น ควรใช้กระดาษแข็ง 2 แผ่นปาดขึ้นมา (ใช้กระดาษแผ่นหนึ่งปาดหยดปรอทขึ้นมาไว้บนกระดาษอีกแผ่นหนึ่ง) หรือใช้ขวดยาหยอดตาที่ใช้หมดแล้วดูดขึ้นมาก็ได้ จากนั้นนำปรอทที่เก็บขึ้นมาใส่ในถุงพลาสติก นำไปทิ้งในถังขยะอันตรายต่อไป [4]

อาการทางคลินิก

  • ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) ในรูปของเหลวหากกินหรือกลืนเข้าไปจะดูดซึมเข้าทางทางเดินอาหารได้น้อยมาก จึงมักไม่เกิดพิษขึ้น แต่ในรูปไอระเหยสามารถดูดซึมเข้าทางปอดได้มากและรวดเร็ว ทำให้เสี่ยงต่อความเป็นพิษสูง อาการเฉียบพลันหากได้รับปริมาณสูงกว่า 1 mg/m 3 จะทำให้เกิดปอดอักเสบ (chemical pneumonitis ) และปอดบวมน้ำอย่างรุนแรง อาการระยะยาวกรณีรับสัมผัสในระดับต่ำเป็นเวลานานจะเกิดกับระบบประสาทเป็นหลัก ระยะแรกที่เกิดคืออาการสั่น (tremor) ตามด้วยการเคลื่อนไหวแบบกระตุกของแขนขา (choreiform movement) ต่อมาเกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสภาพจิต คือ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ความจำไม่ดี ปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นคือ ขี้อาย ซึมเศร้า วิตกกังวล กระวนกระวายผิดปกติ หากอาการรุนแรงอาจทำให้เพ้อคลั่ง (hallucination) และความจำเสื่อม (dementia) อาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้คือเหงือกอักเสบ (gingivostomatitis) ซึ่งจะพบเป็นเส้นสีฟ้าปรากฏที่เหงือกและฟัน อาการชาปลายมือปลายเท้า (peripheral neuropathy) และไตเสื่อม (nephropathy)
  • กรณีของเด็กที่ได้รับปรอทมานาน อาจเกิดโรคที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นแต่พบได้ไม่บ่อยนัก คือ Acrodynia หรือเรียกว่า “pink disease” ซึ่งจะมีอาการปวดตามแขนขา ร่วมกับผิวที่แขนขาลอกและกลายเป็นสีชมพู ความดันโลหิตสูง เหงื่อออกมาก เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ และร้องกวน
  • กรณีของโลหะ amalgam ซึ่งใช้อุดฟันกันอย่างแพร่หลายนั้น แม้ว่าจะมีส่วนผสมของelemental mercury และอาจจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ในระดับต่ำๆ ด้วยนั้น แต่ผลจากการศึกษาวิจัยในปัจจุบันส่วนใหญ่สรุปตรงกันว่า ปรอทที่ได้รับจาก amalgam จะไม่สูงถึงขนาดทำให้เกิดอาการพิษแต่อย่างใด [5]
  • ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) เนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในสารประกอบที่เป็นของเหลว ทางเข้าหลักของปรอทอนินทรีย์จึงเป็นการกินหรือกลืน แม้ว่าการเข้าทางลมหายใจอาจมีความเป็นไปได้เช่นกัน [1] เมื่อกลืนสารกลุ่มปรอทอนินทรีย์เข้าไป โดยเฉพาะ mercuric chloride จะทำให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงทันที ท้องเสียลำไส้อักเสบมีเลือดออก (hemorrhagic gastroenteritis) ถ้ารุนแรงจะทำให้ลำไส้เน่า (intestinal necrosis) ช็อก และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ยังมีพิษต่อไตทำให้ไตวายเฉียบพลันจาก acute tubular necrosis ภายใน 2 – 3 วันหลังกินเข้าไป ระดับที่ทำให้เสียชีวิตหากกิน mercuric chloride เข้าไปอยู่ที่เพียง 1 – 4 g เท่านั้น การรับสัมผัสในระดับต่ำแบบเรื้อรังจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทเช่นเดียวกับกรณีของปรอทบริสุทธิ์
  • ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) โดยทั่วไปคนจะได้รับปรอทอินทรีย์มากที่สุดจากทางการกินอาหารที่มีปรอทอินทรีย์ปนเปื้อน เช่น ปลา ปรอทอินทรีย์ดูดซึมผ่านทางเดินอาหารได้ดี ส่วนการดูดซึมทางการหายใจและทางผิวหนังมีโอกาสเกิดน้อย แต่เป็นไปได้เช่นกัน [1]
  • อาการพิษที่เกิดในสารกลุ่มปรอทอินทรีย์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันไป ที่เคยเกิดขึ้นมากที่สุดคือพิษจาก methylmercury ซึ่งจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทเป็นหลัก คือชาและเป็นเหน็บที่ปลายมือปลายเท้าและริมฝีปาก เดินเซ มือสั่น กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ปฏิกิริยารีเฟล็กซ์รุนแรงขึ้น (exaggerated deep tendon reflex) พูดไม่ชัด การได้ยินผิดปกติ (central hearing loss) ลานสายตาแคบลง (progressive constriction of visual field) อาการทางจิตจะทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง สติปัญญาเสื่อม ผิวหนังแดงลอก ไตเสื่อม หากอาการรุนแรงจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ อาการพิษเกิดขึ้นหลังจากได้รับ methylmercury เพียง 2 – 3 สัปดาห์ถึงเดือน ในกรณีของหญิงตั้งครรภ์ เด็กที่คลอดออกมาจะได้รับผลกระทบทางระบบประสาทคือจะทำให้เป็นปัญญาอ่อนได้ (cerebral palsy)
  • กรณีของพิษ methylmercury ที่เคยเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและมีผู้ป่วยจำนวนมากนั้นมีกรณีตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1956 ผลจากการปล่อยของเสียที่มีสารปรอทจากโรงงานเคมีลงสู่อ่าวมินามาตะ (Minamata) ทำให้เกิดการสะสมของ methylmercury ในปลาทะเล เมื่อคนในชุมชนจับปลามากิน ทำให้เกิดอาการพิษจาก methylmercury ขึ้นจำนวนมาก เด็กทารกที่คลอดออกมาจากมารดาที่ได้รับพิษในช่วงนั้นจะปัญญาอ่อน เหตุการณ์ในครั้งนั้นรุนแรงจนต้องเรียกขานกันต่อมาว่า “Minamata disease” [2]
  • พิษจากปรอทอินทรีย์ชนิดอื่นๆ ซึ่งคนทั่วไปมีโอกาสสัมผัสน้อยจะแตกต่างกันไป ethylmercury ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาท ทางเดินอาหาร และไตได้แต่มักไม่รุนแรง phenylmercury ทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้คล้าย methylmercury เช่นกัน ส่วน dimethylmercury ซึ่งใช้ในห้องทดลองทางเคมีเท่านั้นเป็นของเหลวที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก เพียงหยดลงบนผิวหนัง 2 – 3 หยดจะดูดซึมทำให้เกิดอาการทางสมอง (encephalopathy) รุนแรงถึงตายได้ [1]

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) และปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) การตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัส (biomarker) สำหรับ elemental mercury และ inorganic mercury ที่นิยมคือตรวจระดับปรอทในเลือดและปรอทในปัสสาวะ การตรวจในเลือดจะบ่งบอกการสัมผัสในระยะสั้น (recent exposure) ส่วนการตรวจในปัสสาวะจะบอกการสัมผัสในระยะยาว (long-term exposure) การตรวจในเลือดมีค่าครึ่งชีวิตของการลดระดับในเลือดหลังการสัมผัสสองระยะ ช่วงแรกคือหลังการสัมผัส 2 – 4 วัน ระดับปรอทในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว และค่อยๆ ลดลงช้าๆ ภายใน 15 – 20 วันต่อมา [5] การตรวจในเลือดจึงเหมาะที่จะใช้ดูหลังการสัมผัสทันทีหรืออย่างมากไม่เกิน 2 – 4 วัน สำหรับการตรวจในปัสสาวะจะบ่งบอกการสัมผัสกรณีสัมผัสในระยะยาวได้ดีกว่า เนื่องจากค่าครึ่งชีวิตของการขับปรอทออกทางปัสสาวะนั้นมีระยะเวลาถึง 40 วัน [1] การตรวจจึงเหมาะจะใช้ดูในผู้ที่สัมผัสแบบเรื้อรังมานานแล้ว
  • การใช้โลหะอุดฟันที่เป็น amalgam จะมีผลทำให้ระดับปรอททั้งในเลือดและในปัสสาวะสูงขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้อุดฟันด้วยโลหะชนิดนี้ การกินปลาที่มี methylmercury ปนเปื้อน จะทำให้ระดับปรอทในเลือดสูงขึ้น แต่จะไม่รบกวนระดับปรอทในปัสสาวะ การแปลผลเมื่อตรวจระดับปรอทจึงควรต้องสอบถามปัจจัยรบกวนเหล่านี้ด้วยเสมอ โดยทั่วไประดับปรอทในเลือดคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานสัมผัสสารปรอท ไม่มีโลหะอุดฟัน และกินปลาน้อยกว่า 3 ครั้ง/เดือน จะอยู่ที่ 2 ug/l ส่วนระดับปรอทในปัสสาวะในคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำงานสัมผัสสารปรอท และไม่มีโลหะอุดฟัน จะอยู่ที่ 1.4 ug/l (1 ug/g Cr) [5]
  • ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) การตรวจที่ช่วยบ่งบอกการสัมผัสสารปรอทอินทรีย์คือ การตรวจปรอทในเลือดและในเส้นผม อาการพิษเรื้อรังของปรอทอันดับแรกสุดคืออาการชา จะเกิดขึ้นเมื่อระดับปรอทในเลือดเกิน 200 ug/l และในเส้นผมเกิน 50 ug/g ดังนั้นจึงมีแนะนำว่าระดับในเลือดที่ใช้เฝ้าระวังผู้ที่สัมผัสปรอทอินทรีย์น่าจะไม่ควรเกิน 10 ug/100 ml ส่วนการตรวจระดับปรอทในปัสสาวะนั้นไม่มีประโยชน์ในการใช้ประเมินการสัมผัสปรอทอินทรีย์ [5]
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่น ที่ช่วยในการประเมินผู้ป่วยกรณีที่เกิดพิษปรอทจากการสูดดมแบบเฉียบพลันคือการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) กรณีเป็นพิษรุนแรง ตรวจดูการทำงานของไต (BUN, creatinine) การตรวจระดับเกลือแร่ (electrolyte) และการตรวจระดับแก๊สในเลือด (arterial blood gas) กรณีสัมผัสเรื้อรังและอาการเป็นพิษต่อไตไม่ชัดเจน อาจตรวจดูระดับ β – 2 microglobulin หรือ microalbuminuria เพื่อดูความผิดปกติของไตในระยะเริ่มแรกได้ กรณีสัมผัสปรอทอินทรีย์ ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้หูหนวกและลานสายตาแคบลง ให้ตรวจการได้ยินและลานสายตาตามอาการของผู้ป่วย [1]

การดูแลรักษา

  • ปรอทบริสุทธิ์ (Elemental mercury) กรณีสูดดมไอระเหย elemental mercury ให้รีบนำผู้ป่วยออกมาจากบริเวณที่เกิดเหตุ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ให้ออกซิเจนเสริม สังเกตการณ์หายใจเนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดปอดอักเสบหรือปอดบวมน้ำได้ ให้การรักษาประคับประคองตามอาการ การให้ยาขับปรอทคือ succimer (meso-2,3-dimercartosuccinic acid, DMSA) ได้ประโยชน์ทั้งในกรณีการเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ให้โดยให้ขนาด 10 mg/kg กินทุก 8 ชั่วโมงนาน 5 วัน จากนั้นให้ขนาดเดิมแต่ห่างขึ้นเป็นทุก 12 ชั่วโมงใน 2 สัปดาห์ต่อมา [1]
  • ปรอทอนินทรีย์ (Inorganic mercury) กรณีกิน inorganic mercury โดยเฉพาะ mercuric chloride ให้คาดการณ์ไว้เลยว่ามีโอกาสลำไส้อักเสบ ถ่ายท้อง และช็อกได้สูงมาก ให้สารน้ำอย่างพอเพียงในเบื้องต้นไว้ก่อน อย่ากระตุ้นให้อาเจียนเนื่องจากสารนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง จะทำให้ทางเดินอาหารบาดเจ็บมากขึ้นได้ ประเมินความรุนแรงของบาดแผลในทางเดินอาหารได้โดยใช้การส่องกล้องดู (endoscopic examination) สังเกตอาการไตวายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ใน 2 – 3 วันต่อมา ถ้าเกิดขึ้นอาจต้องพิจารณาฟอกเลือด (hemodialysis) การให้ยา succimer กินอาจไม่ได้ผลดีนักเนื่องจากพิษของ mercuric chloride ทำให้ทางเดินอาหารบาดเจ็บจนไม่สามารถดูดซึมยาเข้าไป ที่แนะนำคือให้ BAL (British anti-Lewisite, dimercaprol, 2,3-dimercaptopropanol) ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในขนาด 3 mg/kg ทุก 4 – 6 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน จากนั้นให้ฉีดขนาดเดิมต่อทุก 12 ชั่วโมงอีกนาน 7 – 10 วันต่อมา ถ้าคนไข้ยังมีอาการรุนแรงอาจพิจารณาให้ยาต่อไปอีก ในกรณีที่อาการแรกรับรุนแรงมาก ให้ยาครั้งแรกให้ฉีดขนาด 5 mg/kg ไปเลย ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการดีขึ้น รู้สึกตัว และคิดว่าสามารถดูดซึมยาทางการกินได้แล้ว อาจพิจารณาเปลี่ยนไปให้ยา succimer แทนก็ได้ [1]
  • ปรอทอินทรีย์ (Organic mercury) โอกาสเกิดพิษแบบเฉียบพลันน้อย การเกิดพิษเรื้อรังให้นำผู้ป่วยออกมาจากแหล่งมลพิษ ลดการสัมผัสโดยอาหารที่กินต้องไม่ปนเปื้อนปรอท รักษาประคับประคองตามอาการที่เกิดขึ้นเป็นหลัก การให้ยา succimer มีข้อมูลว่าช่วยให้อาการผู้ป่วยดีขึ้น [1]

การป้องกันและลดการสัมผัส สำหรับ Elemental mercury และ inorganic mercury นั้น การสัมผัสในงานสามารถลดลงได้ด้วยการควบคุมทางด้านอาชีวอนามัยคือ เลือกใช้วัสดุที่ไม่มีปรอท เช่น โรงพยาบาลเลือกใช้ที่วัดความดันแบบไม่มีปรอทแทนแบบเก่าที่มีปรอท ถ้าเลี่ยงไม่ได้ต้องลดการสัมผัส ให้ความรู้แก่พนักงาน ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เมื่อเกิดการหกรั่วต้องรีบดำเนินการเก็บกวาดอย่างถูกวิธี ตรวจสุขภาพประจำปีในคนที่สัมผัสสารปรอทควรจะเน้นตรวจระบบประสาท การทำงานของไต และระดับปรอทในปัสสาวะ ส่วนกรณีของ organic mercury นั้นคนมักได้จากสิ่งแวดล้อม การป้องกันคือควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้ปล่อยปรอทออกสู่ธรรมชาติมากเกินไป หน่วยงานควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อมต้องตรวจวัดระดับปรอทในน้ำและอากาศอย่างสม่ำเสมอ กรณีที่เกิดปัญหาปรอทปนเปื้อนต้องงดใช้น้ำจากแหล่งที่ปนเปื้อน งดกินปลาและสัตว์น้ำที่จับมาจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน

เอกสารอ้างอิง

  1. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  2. Ladou J. Current occupational & environmental medicine 4th ed. New York: McGraw-Hill 2007.
  3. von-Muhlendahl KE. Intoxication from mercury spilled on carpets. Lancet. 1990;336(8730):1578.
  4. Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.
  5. Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์