Hydrochloric acid

พญ.อภิญญา พันธ์จินดาทรัพย์ (11 มิถุนายน 2554)

ชื่อ กรดเกลือ (Hydrochloric acid) ||||| ชื่ออื่น Muriatic acid, Spirits of salt, Chlorane, Anhydrous hydrochloric acid, Aqueous hydrogen chloride ||||| สูตรโมเลกุล HCl ||||| น้ำหนักโมเลกุล 36.46

CAS Number 7647-01-0 ||||| UN Number 1050 (anhydrous) ||||| 1789 (solution) ||||| 2186 (liquid)

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลวใส ไม่มีสี หากละลายในน้ำจะมีสีเหลืองจางๆ มีฤทธิ์เป็นกรดกัดกร่อน ไม่ติดไฟ ละลายน้ำได้ดี มีกลิ่นฉุน

คำอธิบาย กรดเกลือ หรือ กรดไฮโดรคลอริก (hydrochloric acid) นี้ เป็นกรดที่ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็ก ชุบโลหะด้วยไฟฟ้า อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊ส อุตสาหกรรมอาหาร เป็นส่วนประกอบในน้ำยาความสะอาดภายในครัวเรือน เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ เป็นต้น ส่วนใหญ่ในทางการค้าจะใช้ความเข้มข้นที่ร้อยละ 38 หากทำปฏิกิริยากับอากาศจะเป็นไอกรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน กระจายตามอากาศและแพร่ตามระดับพื้นห้องเพราะหนักกว่าอากาศ ถือเป็นกรดแก่ที่ทำปฏิกิริยากัดกร่อนรุนแรงต่อโลหะได้ ทำให้เกิดแก๊สไฮโดรเจนที่ติดไฟได้ และเกิดแก๊สคลอรีนที่เป็นแก๊สพิษ

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV ( 2011) - TWA = 2 ppm, STEL = 5 ppm (7.6 mg/m3) ||||| OSHA PEL – TWA = 5 ppm (7 mg/m3) ||||| NIOSH REL – TWA = 5 ppm (7 mg/m3) ||||| IDLH = 50 ppm ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520 – TWA = 5 ppm (7 mg/m3)

แหล่งที่พบ อุตสาหกรรมชุบโลหะ ทอง เงิน นาก อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊ส อุตสาหกรรมอาหาร น้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมทอผ้า ห้องปฏิบัติการเคมี อุตสาหกรรมหนัง อุตสาหกรรมยา

กลไกการก่อโรค กรดเกลือเป็นกรดแก่มีฤทธิ์กัดกร่อนหากสัมผัสทางการหายใจ การรับประทาน สัมผัสทางตา ทางผิวหนัง ทางเดินหายใจ หากรับประทานจะระคายเคืองทางเดินอาหารอย่างมาก โดยเฉพาะส่วน pyloric ของกระเพาะอาหารและบริเวณลำไส้จะเกิดผลกระทบมากกว่าหลอดอาหาร ความเข้มข้นที่ 1, 500 -2, 000 ppm จะทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ในระยะเวลาประมาณ 2 – 3 นาที ฤทธิ์น้อยที่สุดที่มนุษย์สัมผัสได้อยู่ระหว่าง 3, 000 ppm ใน 5 นาที ถึง 1, 300 ppm สำหรับ 30 และ 81 นาที อาการระคายเคืองตาและทางเดินหายใจจะเกิดขึ้นเมื่อความเข้มข้นของกรดเกลือใกล้เคียงค่า TLV ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไอของกรดเกลือหนักกว่าอากาศ สะสมในพื้นที่ต่ำและอากาศไม่ถ่ายเท หากพบการรั่วไหลจำนวนมากควรอยู่เหนือลมและออกจากที่ต่ำ ระบายอากาศ กรดเกลือมีฤทธิ์กัดกร่อนและระคายเคืองทางเดินหายใจ ตา ทางเดินอาหาร ผิวหนัง หากมีการรั่วไหลจะมีผลต่อร่างกายได้ หน่วยกู้ภัยควรใส่ชุดป้องกันในระดับที่เหมาะสม ป้องกันตาและระบบหายใจ ถ้ารั่วไหลมากแนะนำให้ใส่ชุดป้องกันที่มีถังบรรจุอากาศหายใจด้วย (complete protective clothing including self contained breathing apparatus) ควรเตรียมน้ำสะอาดไว้ชะล้างหากมีการสัมผัส เตรียมภาชนะที่ทนต่อการกัดกร่อนได้ดีเพื่อใส่เสื้อผ้าและสิ่งของที่มีการปนเปื้อน

อาการทางคลินิก

  • อาการทางระบบหายใจ กรดเกลือจะระคายเคืองตา (irritating) และทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอ (coughing) แน่นหน้าอก (tight chest) สำลัก (choking) ปวดศีรษะ (headache) คลื่นไส้ (nausea) หายใจขัด (dyspnea) ตามมา เกิดการอักเสบ (inflammation) และบางครั้งเกิดแผล (ulceration) ที่บริเวณคอ (throat) จมูก (nose) กล่องเสียง (larynx) และหลอดลม (trachea) หากสัมผัสทันทีอาจเกิดการหดเกร็งของกล่องเสียง ( laryngeal spasm) และหลอดลม (bronchospasm) และปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ได้
  • อาการทางผิวหนัง หากสัมผัสเพียงเล็กน้อยในความเข้มข้นไม่มากจะระคายเคือง (irritation) และแดง (erythema) หากสัมผัสไอ (vapor) หรือของเหลว (liquid) จะระคายเคืองและไหม้ (penetrating burn) หากสัมผัสในรูปสารละลาย (solution) จะทำให้เกิดผิวหนังไหม้จากสารเคมี (chemical burn) และเป็นแผลลึก (deep ulcer) หากผิวหนังเกิดแผลไหม้รุนแรงจะเกิดผิวหนังตาย (necrosis) และเป็นแผลเป็น ( scarring) หากแผลไหม้เป็นบริเวณกว้างจะกระทบระบบไหลเวียนโลหิตทำให้ช็อกได้ (circulatory collapse and shock)
  • อาการทางตา กรดเกลือจะทำให้ระคายเคือง (irritate) ตามากและเยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis) หากสัมผัสไอระเหยที่มีความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดการตายของกระจกตา (corneal necrosis) สูญเสียการมองเห็นได้ หากโดนสารละลาย (solution) โดยตรงทำให้เยื่อบุตา (conjunctiva) แดง (redness) และระคายเคือง (irritate) มาก ทำลายกระจกตาและเยื่อบุตาขาว (white coagulation of cornea and conjunctival epithelium) ทำให้กระจกตาขุ่นขาวแข็ง (total corneal opacification) และสูญเสียตา (eye loss) หากทำลายเยื่อบุตาขาวมักกลับเป็นปกติหลังจากสัมผัส 2 – 3 วัน
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร หากรับประทานจำนวนน้อยจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง (epigastric pain) ระคายเคืองเฉพาะที่ (local irritate) คลื่นไส้ (nausea) อาเจียน (vomiting) บางครั้งอาเจียนเป็นเลือดได้ (haematemesis) เกิดแผลไหม้รุนแรงเป็นบริเวณกว้างที่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร โดยเฉพาะบริเวณ pyloric จะเกิดแผลดึงรั้งรัดตามมา (stricture) กรดเกลือจะทำให้เกิดความเป็นกรดในร่างกาย (acidosis) มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต (shock and circulatory collapse) ในคนที่รอดชีวิตจากการรับประทานกรดเกลือจะเกิดการตีบของกระเพาะอาหาร (pyloric stenosis) เป็นเวลานานหลายสัปดาห์จนถึงหลายปี
  • ผลต่อร่างกายในระยะยาว หากสัมผัสสารละลายกรดเกลือที่ความเข้มข้นต่ำๆ ในระยะยาวอาจเป็นเหตุให้ระคายเคือง ตา จมูก กัดกร่อนฟัน ลดสมรรถภาพความจุปอด (pulmonary function) เกิดการอักเสบของหลอดลมและทางเดินหายใจเรื้อรังตามมา (chronic bronchitis)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่มีการตรวจใดที่ยืนยันการสัมผัสกรดเกลือได้โดยตรง การตรวจหาผลกระทบต่อร่างกายที่ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาอาการพิษ เช่น ตรวจภาพรังสีทรวงอก กรณีผู้ป่วยสูดดมไอของกรดเกลือ เพราะกรดเกลือทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินหายใจ หรือตรวจภาพรังสีช่องท้อง กรณีรับประทานสารละลายกรดเกลือมา เป็นต้น

การดูแลรักษา

  • การปฐมพยาบาล รีบนำผู้ป่วยออกจากการสัมผัสและตรวจรักษาสัญญาณชีพ ควรย้ายไปบริเวณที่ไม่มีการปนเปื้อน ผู้ช่วยเหลือต้องระวังตนเองไม่ให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อน หากผู้ป่วยหมดสติ ให้เปิดทางเดินหายใจและให้ออกซิเจน 100 % หากสูดดมกรดเกลือและผู้ป่วยหยุดหายใจ ควรช่วยเปิดทางเดินหายใจและให้การช่วยเหลือด้วยหน้ากากวาล์วด้านเดียว สิ่งสำคัญคือการปนเปื้อนบริเวณใบหน้าผู้ช่วยเหลือควรป้องกันทางเดินหายใจตนเองก่อนด้วย หากสัมผัสทางผิวหนัง ให้ถอดเสื้อผ้า และล้างตัวเก็บเสื้อผ้าอุปกรณ์ที่ปนเปื้อนในถุงใสปิดสนิทติดฉลากในพื้นที่ปลอดภัย ล้างผิวหนังด้วยน้ำจำนวนมาก หากสัมผัสทางตา ให้ล้างผ่านน้ำหรือน้ำเกลืออย่างน้อย 15 นาที หากรับประทานกรดเกลือให้รับประทานอาหารเหลวห้ามเกิน 50 – 100 มิลลิลิตร แต่ห้ามให้หากสงสัยว่าจะมีการรั่วทะลุของทางเดินอาหาร
  • การดูแลรักษาทางเดินหายใจ พยายามเปิดทางเดินหายใจ (clear airway) และให้ออกซิเจน (humidified oxygen and ventilate) ส่งตรวจภาพรังสีทรวงอก หากมีผลต่อการหายใจมาก เพื่อหาการอักเสบของปอดจากสารเคมี (chemical pneumonitis) พิจารณาให้ steroids เพื่อลดปฏิกิริยาการอักเสบ รักษาปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) โดยเครื่องช่วยหายใจ PEEP หรือ CPAP รักษาตามอาการต่อไป
  • การดูแลรักษาทางผิวหนัง กำจัดกรดเกลือที่ตกค้างตามผิวหนังและเสื้อผ้า ใส่ในถุงใสปิดมิดชิดพร้อมติดฉลาก เก็บในพื้นที่ปลอดภัย ชะล้างด้วยน้ำไหลผ่านบริเวณที่สัมผัสกรดเกลือด้วยน้ำจำนวนมาก รักษาเหมือนแผลไหม้ทั่วไป
  • การดูแลรักษาทางตา ชะล้างด้วยน้ำไหลผ่านหรือน้ำเกลือ (saline) เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที หรืออย่างน้อย 3 ลิตรขึ้นไป หยอดสี fluorescein (ถ้ามี) เพื่อประเมินบาดแผลที่กระจกตา ปิดตาแล้วส่งผู้ป่วยพบจักษุแพทย์ถ้ามีหรือสงสัยว่ามีแผลที่กระจกตาเกิดขึ้น
  • การดูแลรักษาทางเดินอาหาร ห้ามล้างท้อง (no gastric lavage) หรือทำให้อาเจียน (emetic) ให้เลือดหรือพลาสมาหรือน้ำเกลือกรณีช็อก ให้ยาระงับปวด พิจารณาให้ยา steroids เพื่อลดปฏิกิริยาการอักเสบ ถ่ายภาพรังสีช่องท้องกรณีสงสัยการทะลุของทางเดินอาหาร รักษาตามอาการ ให้รับประทานอาหารเหลวได้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีการทะลุของทางเดินอาหารเท่านั้น หากสงสัยภาวะทะลุของทางเดินอาหารให้งดน้ำและอาหารไว้ก่อน เปลี่ยนมาให้สารน้ำทางหลอดเลือดแทน และรีบส่งต่อไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารเพื่อส่องกล้องตรวจหารอยทะลุ ควรทำการส่องกล้องทางเดินอาหาร ( gastro-esophagoscopy) เพื่อประเมินความรุนแรงภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากรับประทานกรดเกลือจะเป็นการดี

การป้องกันและเฝ้าระวัง ทำระบบปิด (close system) ลดการสัมผัส เพิ่มการระบายอากาศเฉพาะที่(local exhaust ventilation) ให้ความรู้แก่พนักงานที่ผลิตและขนถ่ายกรดเกลือ ตรวจสอบอุปกรณ์ ซ่อมบำรุงเครื่องจักรให้มีสภาพดี ไม่ประมาทในการถ่ายเทกรดเกลือใส่ภาชนะอื่นๆ ติดฉลากที่อ่านได้ง่ายไว้ จัดเก็บให้ถูกต้องเป็นระเบียบ เฝ้าระวังอาการทางตา ผิวหนัง ทางเดินหายใจ

เอกสารอ้างอิง

  1. Rosenstock L, Cullen MR, Brodkin CA, Redlich CA. Textbook of clinical occupational and environmental medicine. 2nd ed. New York: Elsevier Saunders 2005.
  2. Levy BS, Wegman DH, Baron SL, Sokas RK. Occupational and environmental health. 5th ed. Philadelphia: LWW 2006.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์