Formaldehyde

นพ.ธีระศิษฏ์ เฉินบำรุง (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde)

ชื่ออื่น Methanal; Methyl aldehyde; Methylene oxide; Aqueos: Formalin

สูตรโมเลกุล CH2O

น้ำหนักโมเลกุล 30.03

CAS Number 50-00-0

ลักษณะทางกายภาพ ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นแก๊ส ไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุน อาจพบฟอร์มาลดีไฮด์ได้ในรูปสารละลายเรียกว่าฟอร์มาลิน (formalin) เป็นสารละลาย 37% ของฟอร์มาลดีไฮด์ และอาจมีเมทานอลผสมอยู่ด้วย 6 – 12 %

คำอธิบาย ฟอร์มาลดีไฮด์ (formaldehyde) เป็นสารกลุ่มอัลดีไฮด์ชนิดหนึ่ง ปกติอยู่ในรูปแก๊ส ลักษณะใสไม่มีสี มีกลิ่นเหม็นรุนแรงใช้ในอุตสาหกรรมไม้ เรซิน โฟม พลาสติก ลามิเนต และกระดาษ นอกจากนี้ยังพบได้ในห้องปฏิบัติการทางเคมีทั่วไป

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน

ACGIH Ceiling (2009) – 0.3 ppm

OSHA PEL – 0.75 ppm, STEL (OSHA) = 2 ppm

IDLH 20 ppm

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม

ATSDR ได้จัดตั้ง ระดับความเสี่ยงน้อยที่สุดเรื้อรัง (MRL) ของฟอร์มาลดีไฮด์ 0.003 ppm (0.004 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร mg/m3)

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC = Group 1 (ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งโพรงหลังจมูก)||||| ACGIH Carcinogenicity = A2 ||||| EPA Carcinogenic risk assessment = Group B1 ( น่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง)

แหล่งที่พบในธรรมชาติ

  • พบได้ทั่วไปใน วัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน, ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนที่ทำจากไม้, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เชื้อเพลิงการเผาไหม้เช่นเดียวกับเตาแก๊สหรือเครื่องทำความ ร้อนพื้นที่น้ำมันก๊าด พื้นที่ที่เก็บวัสดุดังกล่าวควรมีการจัดการระบบการระบายอากาศ
  • สามารถพบได้ในมวนบุหรี่

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • เป็นสารที่มีลักษณะเป็นสารระเหยง่าย (solvent) และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ (germicidal)
  • ในอุตสาหกรรมผลิตพลาสติกมีการใช้ฟอร์มาลดีไฮด์ในหลายรูปแบบ ทั้ง urea-formaldehyde, phenol-formaldehyde และ melamine-formaldehyde resins
  • นอกจากนี้ยังมีใช้ในอุตสาหกรรมการถ่ายภาพ สีย้อม ยาง วัตถุระเบิด โลหะ และการบำบัดน้ำเสีย
  • พาราฟอร์มาลดีไฮด์ (paraformaldehyde ) เป็นรูปแบบของส่วนผสมสาร (mixture) ที่มีฟอร์มาลดีไฮด์หลายรูปแบบผสมอยู่ นิยมนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคทั้งแบคทีเรียและเชื้อรา นอกจากนี้ยังมีการนำมาใช้เป็นสารกันบูด (preservative) ด้วย
  • ในห้องปฏิบัติการยังมีการนำฟอร์มาลดีไฮด์ไปใช้ในการ fixation สไลด์ชิ้นเนื้อ ก่อนการนำไปย้อมสี

กลไกการก่อโรค ออกฤทธิ์กดระบบทางเดินหายใจอาจทำให้เกิดโรคหอบหืด (asthma) และโรคปอดอักเสบ (toxic pneumonitis) ได้ หากได้รับสัมผัสทางผิวหนังทำให้เกิดการไหม้ (skin burns) และยังเป็นสารกระตุ้นให้เกิดผื่นแพ้ (contact dermatitis) นอกจากนี้ยังพบว่าเป็นสารก่อมะเร็ง เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารไวไฟ ระเหยได้ดีมาก เมื่อลุกไหม้อาจเกิดการระเบิดได้ง่าย เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง ระดับของชุดควรเป็นชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus; SCBA) เท่านั้น และแนะนำให้ใช้ม่านน้ำ (fine water spray) ในการจัดการกับแก๊สที่แพร่กระจายในอากาศ

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน ทางเข้าสู่ร่างกายของฟอร์มาลดีไฮด์นั้น สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางการหายใจ ทางการกิน และซึมผ่านผิวหนัง กรณีที่ได้รับสารเข้าสู่ร่างกายในปริมาณน้อยอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ทั้งต่อระบบทางเดินหายใจ และดวงตา ซึ่งเป็นอวัยวะที่มีความไวต่อสารสูงและฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีจึงรู้สึกระคายเคืองทางเดินหายใจและเยื่อบุได้ง่าย แม้ได้รับสัมผัสในปริมาณเล็กน้อย หากได้รับเข้าไปปริมาณมากจะมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินหายใจรุนแรง ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบและหอบหืดได้ การสัมผัสทางผิวหนังทำให้ผิวหนังไหม้ เป็นผื่นแดงอักเสบ และหากใช้มือสัมผัสสารโดยตรงอาจทำให้เล็บผิดรูป (nail dystrophy)
  • อาการระยะยาว การสัมผัสในระยะยาวมีผลต่อการเกิดมะเร็งโพรงหลังจมูก (nasopharyngeal cancer) ได้ในมนุษย์ (IARC class 1)

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล กรณีสารเคมีรั่วไหล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเท ถอดเสื้อผ้าออก ล้างตัวด้วยน้ำเปล่าให้มากที่สุด ถ้าเข้าตาให้ทำการล้างตาด้วย สังเกตสัญญาณชีพ ใส่ท่อช่วยหายใจถ้าไม่หายใจ ให้ออกซิเจนเสริม
  • การรักษาระยะเฉียบพลัน ทำการล้างตัว (decontamination) ทั้งที่จุดเกิดเหตุและที่โรงพยาบาล ช่วยการหายใจ ให้ออกซิเจน ถ้ามีภาวะปอดอักเสบหรือการหายใจลำบากควรใส่ท่อช่วยหายใจทันที
  • การดูแลระยะยาว เนื่องจากสารนี้เป็นสารก่อมะเร็ง จึงต้องดูแลผู้ที่สัมผัสสารนี้ในระยะยาวด้วย โดยการรีบจัดทำทะเบียนผู้สัมผัส ให้ความรู้ถึงอันตรายระยะยาวของสารนี้แก่ผู้สัมผัสทุกคน รวมถึงหน่วยกู้ภัยและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีแนวโน้มปนเปื้อนการสัมผัสด้วย

การเฝ้าระวัง กรณีอุบัติภัยสารเคมีต้องรีบทำทะเบียนผู้สัมผัสสารนี้ให้ครบถ้วน เนื่องจากเป็นสารก่อมะเร็ง ควรทำการตรวจติดตามผู้สัมผัสสารเหล่านี้ไปอย่างน้อย 10 – 20 ปี ทำการตรวจเฝ้าระวังมะเร็งโพรงหลังจมูกเป็นระยะ

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์