Ethylene glycol

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (8 ตุลาคม 2559)

ชื่อ เอทิลีนไกลคอล (Ethylene glycol ) ||||| ชื่ออื่น 1,2-Ethanediol, 1,2-Dihydroxyethane, Glycol, Glycol alcohol, Ethylene alcohol, Monoethylene glycol, Ethane-1,2-diol, Hypodicarbonous acid

สูตรโมเลกุล C2H6O2 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 62.07 ||||| CAS Number 107-21-1 ||||| UN Number ไม่มี

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น รสหวาน มีลักษณะข้นเหนียวคล้ายน้ำเชื่อม

คำอธิบาย เอทิลีนไกลคอล เป็นสารเคมีในกลุ่ม ไกลคอล (glycol) นิยมใช้เป็นสารโมโนเมอร์ของพลาสติกแข็ง (polyethylene terephthalate หรือ PET) และเป็นสารป้องกันการแข็งตัวจากความเย็น (anti-freeze) สารเคมีชนิดนี้ก่อพิษได้อย่างรุนแรงถ้ากินเข้าไป เนื่องจากร่างกายจะเปลี่ยนแปลงเอทิลีนไกลคอลเป็นสารเคมีกลุ่มอัลดีไฮด์ (aldehyde) ซึ่งก่อพิษรุนแรง และทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) การรักษาพิษจากการเอทิลีนไกลคอลวิธีหนึ่งคือการให้เอทานอลแก่ผู้ป่วย (ethanol therapy)

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (1997): Ceiling = 100 mg/m3 ||||| NIOSH REL: ไม่ได้กำหนดค่ามาตรฐานไว้ชัดเจน แต่เสนอความเห็นไว้ในปี ค.ศ. 1988 ว่าค่า Ceiling ควรจะไม่เกิน 50 ppm ||||| OSHA PEL: ไม่ได้กำหนดไว้ ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: ไม่ได้กำหนดไว้

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือองค์กรใดกำหนดไว้

คุณสมบัติก่อมะเร็ง องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้ ||||| ACGIH Carcinogenicity = A4

แหล่งที่พบ ปนเปื้อนในน้ำหรือดินใกล้สนามบิน

อุตสาหกรรมที่ใช้ สารหล่อเย็น หม้อน้ำรถยนต์ น้ำยาชักเงา น้ำยาซักฟอก ทำปีกเครื่องบิน

การเข้าสู่ร่างกาย หายใจไอละออง การกินสารหล่อเย็น สามารถดูดซึมได้ดีในระบบทางเดินอาหาร

กลไกการก่อโรค เอทิลีนไกลคอล เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงขึ้น ดังต่อไปนี้ (1) glycoaldehyde, glycolic acid, glyoxlate ทำให้เกิดภาวะกรดในเลือด เป็นพิษต่อระบบประสาทส่วนกลาง หัวใจ ปอด ไต (2) Oxalate เป็นพิษต่อไต และจับกับแคลเซียม เกิดเป็นนิ่วในไต (calcium oxalate crystal)

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) ระยะกลัยคอล (Glycol phase ) เกิดอาการหลังการกิน 30 นาที – 12 ชั่วโมง จะมีอาการ เดินเซ ลูกตาสั่น คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก ชัก หมดสติ ช่วงแรกอาการคล้ายคนเมาสุรา แต่ไม่มีกลิ่นสุราจากตัวผู้ป่วย (2) ระยะกลัยโคเลต (Glycolate phase) เกิดอาการหลังการกิน 12 ชั่วโมง – 24 ชั่วโมง มีความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว ปอดบวมน้ำ ปอดอักเสบ ภาวะกรดในเลือด กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากแคลเซียมต่ำ ต่อมาหัวใจวาย การหายใจวิบัติ (ARDS) (3) ระยะพิษต่อไต (Nephropathy phase) เกิดอาการหลังการกิน 24 ชั่วโมง – 72 ชั่วโมง เจ็บที่สีข้าง ปัสสาวะออกน้อย ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง ไตวายเฉียบพลัน ( จาก acute tubu lar necrosis)
  • อาการระยะยาว พบได้น้อย ได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ แสบคอ ปวดหลัง นิ่วในไต

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • Serum Ethylene glycol ที่มากกว่า 50 mg/dl
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ได้แก่ ภาวะกรดในเลือดที่มีช่องประจุลบกว้าง(High anion gap) การมีช่วงออสโมลกว้าง (High osmolarity gap) แคลเซียมในเลือดต่ำ พบผลึกแคลเซียมออกซาเลตและฮิพพูเรตในปัสสาวะ

การดูแลรักษา

  • การรักษาผู้ป่วยที่กิน Ethylene glycol เป็นภาวะฉุกเฉินควรให้การรักษาทันที ไม่ต้องรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ การวินิจฉัยมักได้จากประวัติการกินสารดังกล่าว และอาการทางคลินิกของการได้รับพิษ
  • หากผู้ป่วยกินมาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ควรทำการล้างกระเพาะอาหาร (gastric larvage) การใช้ถ่านกัมมันต์ไม่ได้ผลเพราะดูดซับ Ethylene glycol ได้ไม่ดี
  • การรักษาจำเพาะ คือ การให้เอธานอล (Ethanol) เพื่อป้องกันการเกิดเมตาบอไลต์ที่เป็นพิษ ทำดังนี้
    • 10% Ethanol 7.5 ml/kg ทางหลอดเลือดดำ ใน 30 นาที หรือ
    • 100% Ethanol 1 ml/kg ทางปาก ใน 15-30 นาที หรือ
    • 40% Ethanol 2.5 ml/kg (whisky, gin) ทางปาก ใน 15-30 นาที
  • การรักษาทั่วไป เช่น การประคับประคองชีพในผู้ป่วยที่หมดสติ การรักษาภาวะในเลือดเป็นกรดโดยการให้โซเดียมไบคาร์บอเนต ต่อมาผู้ป่วยควรได้รับไทอะมีนและไพริดอกซีนเพราะทำให้ Ethylene glycol เมตาบอไลต์เป็นสารที่มีพิษน้อยกว่ารวมทั้งลดการเกิดออกซาเลต โดยให้ไทอะมีน 100 mg และ ไพริดอกซีน 100 mg ทางหลอดเลือดดำ วันละครั้งจนกระทั่งพ้นจากภาวะเป็นพิษ
  • สำหรับการฟอกเลือด (Hemadialysis) มีข้อบ่งชี้ดังนี้ (1) Serum Ethylene glycol ที่มากกว่า 50 mg/dl (2) ภาวะเลือดเป็นกรดรุนแรงที่ไม่ตอบสนองต่อยา (3) ภาวะไตวาย

เอกสารอ้างอิง

  1. International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office (ILO) 1998.
  2. National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH). NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards (NIOSH Publication No. 2005-151). Cincinnati: NIOSH 2005.
  3. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  4. Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์