Cumene

พญ.สุรีรัตน์ ธีระวนิชตระกูล (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ คิวมีน (Cumene) ||||| ชื่ออื่น Cumol, Isopropylbenzene, 2-phenylpropane, (1-Methylethyl)benzene สูตรโมเลกุล C 9H12 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 120.2 ||||| CAS Number 98-82-8 ||||| UN Number 1918

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ใส ไม่มีสี ติดไฟได้ มีกลิ่นฉุนแสบ

คำอธิบาย คิวมีนเป็นสารในกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม มีลักษณะเป็นของเหลวติดไฟได้ง่าย อาการพิษของสารชนิดนี้จะก่อความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่ออ่อน ทำให้เกิดอาการปวดมึนศีรษะ วิงเวียน ถ้าได้รับปริมาณมากจะทำให้ ง่วงซึม เดินเซ จนถึงหมดสติได้ การสัมผัสที่ผิวหนังสามารถทำให้เกิดผื่นแพ้

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (1997): TWA = 50 ppm ||||| NIOSH REL: TWA = 50 ppm (245 mg/m3), IDLH = 900 ppm ||||| OSHA PEL: TWA = 50 ppm (245 mg/m3) ||||| ประกาศกระทรวง มหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: ไม่ได้กำหนดไว้

ค่ามาตรฐานในร่างกาย องค์กร IARC ไม่ได้กำหนดค่ามาตรฐานไว้ ||||| องค์กร DFG ของประเทศเยอรมนี ได้เสนอแนะมาตรฐานไว้ในปี ค.ศ. 2000 โดยให้ตรวจ 2-phenyl-2-propanol ในปัสสาวะเพื่อดูการสัมผัสสารคิวมีน เก็บหลังเลิกงานค่าควรไม่เกิน 50 mg/g Cr และค่าคิวมีนในเลือด เก็บหลังเลิกงาน ไม่ควรเกิน 2 mg/L

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC Group 2B ( อาจจะเป็นสารก่อมะเร็ง)

แหล่งที่พบ

  • แหล่งธรรมชาติ เช่น ในน้ำมันดิบ
  • กระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมและในขบวนการผลิตน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูง
  • แหล่งอุตสาหกรรมต่างๆ
  • ผลิตภัณฑ์ที่มีคิวมีนเป็นส่วนผสม เช่น สีทาบ้าน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
  • อื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่ ท่อไอเสียเครื่องยนต์

อุตสาหกรรมที่ใช้ ใช้คิวมีนในอุตสาหกรรมสารเคมีต่างๆ  เช่น การผลิต phenol, acetone, acetophenone และ methyl styrene  เป็นส่วนผสมทินเนอร์ผสมอยู่ใน สี น้ำยาแลคเกอร์  น้ำยาเคลือบ  เป็นส่วนประกอบของน้ำมันเครื่องออกเทนสูง  และยังมีการใช้คิวมีนในอุตสาหกรรมยาง เตารีด เหล็ก ท่อ และกระดาษ

กลไกการก่อโรค การรับสัมผัสสารคิวมีนส่วนใหญ่เป็นการหายใจรับอากาศที่ปนเปื้อนคิวมีนเข้าไป นอกจากนี้อาจรับสัมผัสโดยทางการกิน ทางผิวหนัง และดวงตาได้ด้วย หลังจากดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเปลี่ยนแปลงให้อยู่ในรูปสารเมตาโบไลต์ (metabolite) ที่ละลายน้ำได้คือ 2-phenyl-2-propanol (dimethylphenylcarbinol) และถูกขับออกมาทางปัสสาวะ

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • สารนี้เป็นของเหลวไวไฟ ว่องไวต่อประจุไฟฟ้าสถิต สารดับเพลิงให้ใช้น้ำฉีดเป็นฝอย ผงเคมีแห้ง โฟม หรือคาร์บอนไดออกไซด์ (น้ำจะใช้ในการดับเพลิงไม่ได้ผล แต่จะใช้น้ำฉีดเป็นฝอยเพื่อหล่อเย็นภาชนะบรรจุที่สัมผัสถูกเพลิงและเพื่อเจือจางของเหลวและควบคุมไอระเหย )
  • ในเหตุการณ์เกิดเพลิงไหม้ให้สวมชุดป้องกันสารเคมีและอุปกรณ์ช่วยหายใจชนิดที่มีถังอากาศในตัว (SCBA) พร้อมกับหน้ากากแบบเต็มหน้า
  • ส่วนผสมไอระเหยและอากาศอาจระเบิดได้ภายในขีดกำจัดความไวไฟที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดวาบไ ฟ
  • ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเมื่อสัมผัสกับความร้อนอาจระเบิดได้
  • กรณีรั่วไหล ให้เคลื่อนย้ายแหล่งของการจุดติดไฟทั้งหมดออกไป กั้นแยกพื้นที่อันตราย ควบคุมบุคคลที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องและไม่มีการป้องกันอันตรายเข้าไปในพื้นที่
  • วิธีการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุรั่วไหลให้สวมอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสม ให้ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่ทำให้เกิดประกายไฟ อย่าใช้วัสดุติดไฟได้ อย่าฉีดล้างลงไปในท่อระบายน้ำ ถ้าสารที่รั่วไหลยังไม่ลุกติดไฟให้ใช้น้ำฉีดเป็นฝอยเพื่อสลายกลุ่มไอระเหยเพื่อป้องกันอันตรายต่อบุคคลที่พยายามที่จะเข้าไปหยุดการรั่วไหล และฉีดล้างส่วนที่หกรั่วไหลออกไปไม่ให้สัมผัสกับเพลิง ระวังการหกรั่วไหลปนเปื้อนลงสู่ ดิน น้ำ และอากาศ เก็บนวมรอบของเหลวใส่ในภาชนะบรรจุที่เหมาะสมหรือดูดซับด้วยวัสดุเฉื่อย เช่น หินทราย ทรายแห้ง ใส่ในภาชนะบรรจุกากของเสียจากสารเคมี การพิจารณากำจัดวัสดุดูดซับเหล่านี้หลังใช้ต้องจัดการเช่นเดียวกับกากของเสีย โดยส่งให้ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตเป็นผู้กำจัด

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน ระคายเคืองตา ผิวหนัง และทางเดินหายใจ การกลืนเข้าไปอาจสำลักและทำให้เกิดปอดอักเสบ (chemical pneumonitis) ได้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เดินเซ ง่วงซึม และอาจทำให้หมดสติได้เมื่อสัมผัสในขนาดสูง
  • อาการระยะยาว การสัมผัสนานๆ หรือเป็นประจำอาจทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ เกิดผื่นแดง ทำลายปอดและไต นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่าคนงานที่สัมผัสคิวมีนเป็นเวลานาน มีการเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ตับด้วย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจเพื่อบ่งชี้การสัมผัสคิวมีน อาจทำ 2 วิธี คือการตรวจ 2-phenyl-2-propanol (dimethylphenylcarbinol) ซึ่งเป็นสารเมตาโบไลต์ของคิวมีน ตรวจในปัสสาวะ อีกวิธีคือตรวจระดับคิวมีนในเลือด อย่างไรก็ตามต้องมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจสารเหล่านี้ได้รองรับด้วย

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล (1) การ สัมผัสทางหายใจ ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าไม่หายใจให้ช่วยผายปอด ถ้าผู้ป่วยหายใจลำบากให้ออกซิเจนและรีบส่งพบแพทย์ (2) สัมผัสทางผิวหนัง ถอดเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปื้อนคิวมีนออก จากนั้นล้างผิวหนังด้วยน้ำและสบู่ปริมาณมากๆ อย่างน้อย 15 นาที และส่งพบแพทย์ (3) สัมผัสถูกตา ให้ล้างตาโดยเร็วที่สุด ด้วยน้ำเปล่าปริมาณมากๆ นานอย่างน้อย 15 นาที หรือ 2 – 3 ลิตร พร้อมทั้งกระพริบตาถี่ๆ ขณะล้างด้วย และนำส่งแพทย์
  • การรักษา สอบถามอาการผิดปกติ และรักษาตามอาการ บางรายที่อาการรุนแรง อาจให้นอนรักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการและภาวะแทรกซ้อน บุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การช่วยเหลือผู้ป่วย มีโอกาสได้รับการปนเปื้อนสารเคมีจากผู้ป่วยได้ จึงควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น ถุงมือ เสื้อคลุม และหน้ากาก ขณะดูแลรักษาผู้ป่วย

การป้องกันและเฝ้าระวัง

  • เก็บสารนี้ไว้ในที่เย็นและแห้ง และมีการระบายอากาศเป็นอย่างดี
  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (หน้ากาก แว่นตา และถุงมือ) ทุกครั้งที่ทำงานสัมผัสคิวมีน
  • แยกจากสารที่เข้ากันไม่ได้ เช่น สารออกซิไดซ์อย่างแรง กรดไนตริก กรดซัลฟูริก เมื่อสัมผัสกับอากาศนานๆ จะทำให้เกิด cumine hydroperoxide ได้
  • ให้สังเกตคำเตือน และข้อควรระวังทั้งหมดที่ระบุไว้สำหรับสารเคมีชนิดนี้
  • พื้นที่เก็บและใช้งานจะต้องเป็นพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่
  • ภาชนะบรรจุจะต้องต่อเชือกและต่อลงดินสำหรับการถ่ายเทเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดประกายไฟฟ้าสถิต

เอกสารอ้างอิง

  1. International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office (ILO) 1998.
  2. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  3. Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001. http://hia.anamai.moph.go.th/mabtaphut/Cumene.html
  4. http://www.pcd.go.th/Info_serv/cumene.pdf
  5. http://msds.pcd.go.th/pdf/ 474.pdf
  6. http://www.thaitox.org/media/upload/file/Journal/ 2008-2/39%20oral% 20abstract.pdf

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์