Chloroform

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (19 มิถุนายน 2554)

ชื่อ คลอโรฟอร์ม (Chloroform) ||||| ชื่ออื่น Trichloromethane, Methane trichloride, Formyl trichloride, Trichloroform, TCM, Methenyl trichloride

สูตรโมเลกุล CHCl3 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 119.4 ||||| CAS Number 67-66-3 ||||| UN Number 1888

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ไม่มีสี มีกลิ่น ระเหยเป็นไอได้

คำอธิบาย คลอโรฟอร์ม (chloroform) เป็นสารทำละลายชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคลอรีนอยู่ในโมเลกุล (chlorinated hydrocarbon) สารนี้มีพิษกดประสาทอย่างรุนแรง มีพิษต่อตับและไต อาจทำให้เกิดวิรูป (teratogenic) การสัมผัสสารนี้พบได้ทั้งในที่ทำงานและระดับต่ำๆ ในสิ่งแวดล้อมทั่วไปคืออยู่ในน้ำประปาที่เติมคลอรีนและสระว่ายน้ำ

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV – TWA 10 ppm ||||| NIOSH REL – Ca, STEL 2 ppm (9.78 mg/m3) ||||| OSHA PEL – C 50 ppm (240 mg/m3) ||||| IDLH 500 ppm ||||| กฎหมายแรงงานไทย TWA 50 ppm (240 mg/m3)

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) ค่าเฉลี่ยในอากาศ 1 ปีต้องไม่เกิน 0.43 ug/m3

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI - N/A

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC – Group 2B ||||| ACGIH Carcinogenicity – A3

แหล่งที่พบในธรรมชาติ เกิดขึ้นได้เองจากการทำปฏิกิริยาของคลอรีนในน้ำประปากับแก๊สมีเทนในอากาศ ในคนทั่วไปที่ใช้น้ำประปาหรือว่ายน้ำในสระน้ำที่เติมคลอรีนจะได้รับสารนี้ในระดับต่ำๆ อยู่แล้ว [1]

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • ใช้เป็นตัวทำละลายในสารเคมีหลายประเภท เช่น อยู่ในส่วนผสมของกาว ทินเนอร์ แลคเกอร์ น้ำยาทำความสะอาด ยาฆ่าแมลง น้ำยาฟอกขาว (bleaching agent) เป็นต้น
  • ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารฟรีออน (Freon) ซึ่งใช้ในตู้เย็น [2]
  • ใช้เป็นสารสกัด (extractors) ในกระบวนการผลิตยา [2]
  • ในอดีตเคยใช้เป็นยาสลบ แต่เนื่องจากภายหลังพบว่ามีพิษต่อตับปัจจุบันจึงเลิกใช้แล้ว [3]
  • ในอดีตเคยใช้เป็นน้ำยาซักแห้ง กำจัดรอยดำบนเสื้อผ้า แต่เนื่องจากพิษต่อตับปัจจุบันจึงมักเลิกใช้ในอุตสาหกรรมนี้แล้วเช่นกัน [3]

กลไกการก่อโรค ออกฤทธิ์กดสมอง (CNS depressant) อย่างรุนแรง ออกฤทธิ์เป็นพิษต่อตับและไต ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ ทำให้เกิดผื่นแพ้ผิวแห้ง อาจเป็นสารที่ทำให้เกิดการวิรูป และอาจเป็นสารก่อมะเร็งตับ [2] กลไกการเกิดพิษที่ตับและไตนั้นเชื่อว่าเกิดจาก free radical intermediate คือสาร trichloromethyl radical ซึ่งเกิดขึ้นจากการทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ cytochrome p-450 (CYP-450) ในตับ สาร free radical ที่เกิดขึ้นนี้สามารถจับกับโมเลกุลของโปรตีน ไขมัน หรือ nucleic acid ในเซลล์ ทำให้เกิด DNA adduct ขึ้นได้และเซลล์ถูกทำลายหรืออาจเกิดเป็นมะเร็งขึ้นต่อไป [4]

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แม้ว่าสารจะอยู่ในรูปของเหลว แต่เนื่องจากระเหยได้ง่ายโอกาสที่จะรั่วไหลแล้วฟุ้งกระจายจึงมีได้เช่นกัน ผู้ที่เข้าไปกู้ภัยจะต้องใช้ชุดป้องกัน ใส่ระดับใดขึ้นกับความรุนแรงของเหตุการณ์ สารคลอโรฟอร์มนี้หนักกว่าอากาศ เมื่อถูกความร้อนจะกลายเป็น กรดเกลือ (Hydrochloric acid) แก๊สฟอสจีน (phosgene) และแก๊สคลอรีน (chlorine) ซึ่งล้วนแต่มีอันตรายร้ายแรงทั้งสิ้น ดังนั้นในกรณีที่ รั่วไหลและเกิดไฟไหม้ด้วย หน่วยกู้ภัยต้องใส่ชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) เข้าไปเท่านั้น สารนี้เป็นตัวทำละลายจึงซึมผ่านวัสดุต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็วมาก เพื่อลดอันตรายต่อผู้ที่เข้าไปกู้ภัย ชนิดเนื้อผ้าของชุดกู้ภัยที่ใส่จึงควรดูด้วยว่ากันการรั่วซึมของตัวทำละลายชนิดนี้ได้นานเท่าไร

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน คลอโรฟอร์มดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีทั้งทางการกิน ซึมผ่านผิวหนัง และการสูดหายใจเอาไอระเหยเข้าไป การกินในขนาดเพียง 10 ml อาจทำให้ตายได้ แต่ในผู้ป่วยบางรายที่กินถึง 100 ml ก็เคยมีรายงานว่ารอดชีวิตได้เช่นกัน [4] การสัมผัสทางผิวหนังจะทำให้เกิดผื่นแพ้ผิวหนังแห้ง (defatting ) ระคายเคือง อาจขึ้นเป็นรอยแดง ตุ่มน้ำ หรือลมพิษได้ [3] ทั้งการกิน การดูดซึมผ่านผิวหนัง และการสูดหายใจจะทำให้เกิดอาการทางระบบ (systematic effects) คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ มึนงง ระคายเคืองเยื่อบุ ฤทธิ์กดประสาทอย่างรุนแรงนั้นอาจทำให้หมดสติหรือโคม่าได้ในเวลาอันรวดเร็วถ้าได้รับเข้าไปปริมาณมาก อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหยุดหายใจได้ พ้นจากระยะเฉียบพลันแล้วในเวลา 1 – 3 วันต่อมา อาจเกิดภาวะตับวายหรือไตวายขึ้นภายหลัง
  • อาการระยะยาว เช่นเดียวกับตัวทำละลายชนิดอื่นๆ การสัมผัสคลอโรฟอร์มระดับต่ำๆ ในระยะยาวจะทำให้มึนงง อ่อนเพลีย ง่วงซึม ความจำไม่ดี การกินในขนาด 1.6 – 2.6 g/d เป็นเวลา 10 ปี พบว่าทำให้ตับอักเสบและไตเสื่อมได้ [5] ตัวอย่างจากอาการของคนดมกาวทำให้คาดว่าการสัมผัสในระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการทางจิตได้ (psychotic behavior)
  • การก่อวิรูปและการก่อมะเร็ง การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าคลอโรฟอร์มเป็นสารก่อวิรูปในตัวอ่อนหนูทดลอง (teratogenic) หลากหลายรูปแบบ เช่น ทำให้กระดูกไม่เจริญ ตัวเล็ก ไม่มีรูทวาร เพดานโหว่ เป็นต้น [6] แต่การก่อวิรูปในตัวอ่อนของคนนั้นยังไม่มีข้อมูลที่จะสรุปได้เพียงพอ ในเรื่องการก่อมะเร็งพบข้อมูลการก่อมะเร็งตับ ไต และลำไส้ใหญ่ในหนูทดลองหลายการศึกษา ส่วนข้อมูลในคนนั้นยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนพอจะบอกได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง [6]

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การประเมินการสัมผัสคลอโรฟอร์มนั้น ควรใช้การตรวจวัดระดับสารเคมีในอากาศที่ทำงานจะดีกว่า (environmental monitoring) ในส่วนการตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัสในร่างกาย (biomarker) ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือใดกำหนดค่ามาตรฐานไว้ชัดเจน ไม่มีประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน [4] มีประโยชน์เฉพาะ ในการประเมินคนทั่วไปที่สัมผัสในสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากจะทำการตรวจต้องแปลผลด้วยความระมัดระวัง ห้องปฏิบัติการที่ตรวจต้องมีการรับรองและน่าเชื่อถือเพียงพอ [7]
  • ตัวอย่างการตรวจตัวบ่งชี้การสัมผัสที่ทำได้นั้นคือการตรวจระดับในเลือดและในลมหายใจ การศึกษาในนักว่ายน้ำซึ่งว่ายน้ำในสระที่มีระดับคลอโรฟอร์ม 17 – 47 ug/l จำนวน 127 คน พบระดับคลอโรฟอร์มในเลือดเฉลี่ย 0.89 ug/l ( พิสัย 0.095 – 2.987 ug/l) [8] อีกการศึกษาหนึ่งทำในนักว่ายน้ำอาชีพจำนวน 5 คน ตรวจระดับคลอโรฟอร์มในลมหายใจออกก่อนว่ายน้ำเฉลี่ย 29.4 ug/m 3 หลังว่ายน้ำนาน 1 ชั่วโมงเฉลี่ย 75.6 ug/m 3 ระดับในเลือดเฉลี่ย 1.4 ug/l [9] การตรวจคัดกรองสารกลุ่ม chlorinated hydrocarbon ในปัสสาวะ (Fujiwara test) อาจให้ผลบวกในกรณีที่ตรวจหลังสัมผัสปริมาณสูง [4]
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินอาการในผู้ป่วยที่เป็นพิษ ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ระดับเกลือแร่ในเลือด (electrolyte) ระดับการทำงานของตับ (liver function test) ระดับการทำงานของไต (BUN, creatinine) การแข็งตัวของเลือด (prothrombin time)

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ทำการล้างตัว (decontamination) ด้วยน้ำเปล่าให้มากที่สุดทั้งในที่เกิดเหตุและเมื่อมาถึงโรงพยาบาลแล้ว หากมีปัญหาการหายใจให้ออกซิเจนเสริม หากหยุดหายใจให้ใส่ท่อช่วยหายใจและทำการช่วยฟื้นคืนชีพ
  • การรักษาระยะเฉียบพลัน รักษาตามอาการ ให้สารน้ำตามความเหมาะสม หากมีอาการโคม่าหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะให้ทำการรักษา ในผู้ใหญ่หากหัวใจเต้นเร็ว (tachyarrhythmia) รักษาด้วย propanolol 1 – 2 mg ฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หลีกเลี่ยงการให้ adrenaline เพราะจะทำให้อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงขึ้น สังเกตอาการผู้ป่วยอย่างน้อย 4 – 6 ชั่วโมงหลังการสัมผัส แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการพิษเกิดขึ้นควรสังเกตอาการนานกว่านั้นเนื่องจากอาจมีภาวะตับหรือไตวายภายใน 1 – 3 วันต่อมาได้ การล้างไต (dialysis) และการฟอกเลือด (hemoperfusion) ไม่มีประโยชน์ในการช่วยขจัดสารออกจากร่างกาย [4] การให้ยาต้านพิษนั้นโดยทฤษฎีแล้วยา N-acetylcysteine (NAC) น่าจะออกฤทธิ์ลดการทำลายตับและไตได้ โดยการจับกับสารพิษที่เข้ามาในร่างกาย (scavenging) อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบที่ชัดเจนในมนุษย์ มีเพียงรายงานการรักษาที่บอกว่าได้ผล [4] แม้ว่ายานี้จะมีผลข้างเคียงน้อย แต่หากจะให้ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน การให้ให้เฉพาะในรายที่มีความเสี่ยงตับหรือไตวายสูงเท่านั้น ให้ภายใน 12 ชั่วโมงหลังการสัมผัสสาร ขนาดที่ให้ loading dose 140 mg/kg ในรูปสารละลายดื่ม ( ผสมให้ได้ประมาณ 200 ml ) ต่อด้วย maintenance dose ขนาด 70 mg/kg ดื่มทุก 4 ชั่วโมงอีก 5 ครั้ง ( รวม 20 ชั่วโมง) [4]
  • การดูแลระยะยาว เนื่องจากมีโอกาสทำให้เด็กเกิดภาวะวิรูปได้ กรณีเกิดอุบัติภัยสารเคมีผู้สัมผัสที่ตั้งครรภ์ทั้งหมดจะต้องทำทะเบียนไว้และตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยจนกระทั่งคลอดบุตร พิษต่อตับและไตให้ตรวจติดตามระดับการทำงานของตับ (liver function test) และไต (BUN, creatinine) ร่วมกับการตรวจร่างกาย ระยะเวลาที่จะติดตามอาการให้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการสัมผัสและดุลยพินิจของแพทย์

การป้องกันและเฝ้าระวัง ในกรณีของคนงานที่สัมผัสสารคลอโรฟอร์ม การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ใช้สารอื่นที่มีพิษน้อยกว่าทดแทนถ้าทำได้ ใช้ระบบปิด ควบคุมที่แหล่งกำเนิด และให้ความรู้แก่พนักงานเพื่อลดการสัมผัส การประเมินการสัมผัสในที่ทำงานให้ประเมินจากการตรวจวัดระดับสารในอากาศเป็นหลัก การตรวจสุขภาพประจำปีควรเน้นที่การซักประวัติทางระบบประสาท ตรวจดูผื่นแพ้ การได้กลิ่น ระดับการทำงานของตับและไต และประวัติการเจริญพันธุ์ ส่วนกรณีของการสัมผัสคลอโรฟอร์มในสิ่งแวดล้อมทั่วไป ในอากาศนั้นต้องลดการปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม เป็นหน้าที่ของหน่วยงานควบคุมทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องตรวจวัดระดับในอากาศเป็นระยะ การสัมผัสจากน้ำประปาผู้ผลิตน้ำประปาต้อง ควบคุมการเติมคลอรีนให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับในสระว่ายน้ำต้องเปลี่ยนน้ำเมื่อถึงเวลาอันสมควร และไม่เติมคลอรีนมากจนเกินไป

เอกสารอ้างอิง

  1. Nieuwenhuijsen MJ. Exposure assessment in occupational and environmental epidemiology. Oxford: Oxford university press 2003.
  2. Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.
  3. Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.
  4. Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  5. Wallace CJ. Hepatitis and nephrosis due to cough syrup containing chloroform. Calif Med. 1950; 73:442.
  6. Agency for Toxic Substances and Disease Registry (ATSDR). Toxicological Profile for Chloroform. U.S. Department of Health and Human Services, 1997.
  7. Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.
  8. Aggazoti G. Plasma chloroform concentrations in swimmers using indoor swimming pools. Arch Environ Health. 1990; 45:175.
  9. Aggazoti G. Blood and breath analyses as biological indicators of exposure to trihalomethanes in indoor swimming pools. Sci Total Environ. 1998; 217(155).

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์