Chloroacetic acid

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (12 เมษายน 2556)

ชื่อ กรดคลอโรอะซิติก (Chloroacetic acid )

ชื่ออื่น Monochloroacetic acid, Monochloroacetate, MCA, Chloroethanoic acid

สูตรโมเลกุล C2H3ClO2 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 94.50 ||||| CAS Number 79-11-8 ||||| UN Number 1751

ลักษณะทางกายภาพ ผลึกใส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุนแสบ [1]

คำอธิบาย กรดคลอโรอะซิติก หรืออาจเรียกกรดโมโนคลอโรอะซิติกนี้ เป็นกรดที่ปกติพบมีการใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไปไม่บ่อยนัก มักพบใช้ในอุตสาหกรรมการสังเคราะห์สารเคมี แต่เป็นสารที่มีอันตรายสูง เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนเฉพาะที่ และสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังได้ดี ทำให้ผู้ที่ถูกกรดชนิดนี้หกรดใส่ อาจเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Lactic acidosis) ขึ้น ภาวะนี้ทำให้เสียชีวิตได้

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (2012): ไม่ได้กำหนดไว้ ||||| NIOSH REL: ไม่ได้กำหนดไว้ ||||| OSHA PEL: ไม่ได้กำหนดไว้ ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: ไม่ได้กำหนดไว้

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือองค์กรใดกำหนดไว้

คุณสมบัติก่อมะเร็ง ยังไม่มีองค์กรที่น่าเชื่อถือองค์กรใดประเมินไว้

แหล่งที่พบ กรดคลอโรอะซิติกเป็นสารสังเคราะห์ ที่ปกติจะไม่พบในสภาพแวดล้อมทั่วไป การใช้สารเคมีชนิดนี้มักใช้ในอุตสาหกรรมเคมีเป็นหลัก โดยใช้เป็นสารตัวกลางในการผลิตสารเคมีอื่นๆ หลายชนิด เช่น Carboxymethylcellulose, Phenoxyacetic acid, Thioglycolic acid, Glycine, Indigo dyes เป็นต้น การใช้อาจจะใช้ในรูปผลึกของแข็งหรือสารละลายก็ได้ [2]

กลไกการก่อโรค กัดระคายเคืองผิวหนัง และสามารถดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี หากกินเข้าไปหรือสูดหายใจเข้าไปก็สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เช่นกัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื่อว่าไประงับกระบวนการผลิตพลังงานของเซลล์ โดยการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Pyruvate dehydrogenase และ Ketoglutarate dehydrogenase ทำให้วงจร Krebs cycle ทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ จึงเกิดการใช้พลังงานแบบไม่ใช้ออกซิเจนของเซลล์ตามมา เกิดมีการคั่งของ Lactic acid กลายเป็นภาวะเลือดเป็นกรดชนิด Lactic acidosis และนำไปสู่การเสียชีวิตในที่สุด

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โอกาสรั่วไหลฟุ้งกระจายไปในวงกว้างมีได้น้อย การได้รับพิษมักเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังมากที่สุด แต่ก็เข้าสู่ร่างกายทางการกินและทางการหายใจได้เช่นกัน สิ่งที่ผู้เข้าไปช่วยเหลือต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งคือการสัมผัสทางผิวหนัง ต้องใส่ชุดป้องกันสารเคมีที่แน่นหนา สวมถุงมือ รองเท้า เข้าไปช่วยเหลือ ใส่หน้ากากกรองไอระเหยเป็นอย่างน้อยในการปกป้องทางเดินหายใจ ถ้าหกรั่วไหลปริมาณมากอาจต้องใช้ชุดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน ก่อพิษเฉพาะที่คือทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุ ได้แก่ ตา จมูก คอ ทางเดินหายใจ ระคายเคืองผิวหนัง ทำให้มีอาการแสบ เป็นแผลไหม้ ส่วนพิษตามระบบร่างกายนั้น เมื่อดูดซึมเช้าสู่ร่างกายแล้ว สามารถทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดได้ โดยเคยมีรายงานการเสียชีวิตทั้งจากการดูดซึมเข้าสู่ผิวหนัง เนื่องจากถูกสารละลายกรดคลอโรอะซิติกความเข้มข้น 80 % หกรดใส่ร่างกายในพื้นที่ประมาณ 25 – 30 % ของพื้นที่ผิวหนัง [3] และจากการกินเข้าไปโดยบังเอิญ [4] อาการพิษตามระบบร่างกาย อาจเกิดขึ้นทันทีหรือหลังการสัมผัส 1 – 4 ชั่วโมงก็ได้ เริ่มแรกจะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย กระสับกระส่าย ต่อมาจะเกิดสับสน โคม่า หัวใจล้มเหลว มีภาวะเลือดเป็นกรดอย่างรุนแรง (Metabolic acidosis) โพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia) อาจพบแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) กล้ามเนื้อลายเกิดการสูญสลาย ไตวาย สมองบวม และตายในที่สุด
  • อาการระยะยาว เชื่อว่าการระคายเคืองอาจจะทำให้เกิดผื่นแพ้ที่ผิวหนังได้ถ้าสัมผัสในระดับต่ำๆ เป็นเวลานาน

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจระดับกรดคลอโรอะซิติกในเลือดสามารถทำได้ แต่เป็นการตรวจที่ไม่มีในห้องปฏิบัติการทั่วๆ ไป อาจหาห้องปฏิบัติการส่งตรวจยาก และไม่มีค่ามาตรฐานให้เปรียบเทียบแปลผล การตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาอย่างมากคือ การตรวจระดับแก๊สในหลอดเลือดแดงเพื่อประเมินภาวะเลือดเป็นกรด และการตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด ทั้งระดับโพแทสเซียมและแคลเซียมในเลือด เนื่องจากระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำ จะเป็นผลตรวจที่ผิดปกติอย่างแรกๆ ที่เจอได้ ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การทำงานของไต ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ ตรวจการทำงานของตับ อาจทำการตรวจระดับไมโอโกลบินในเลิอดและปัสสาวะด้วยถ้ามีห้องปฏิบัติการทำได้ เพื่อช่วยในการประเมินภาวะกล้ามเนื้อลายสูญสลาย

การดูแลรักษา

  • การปฐมพยาบาล กรณีสัมผัสถูกผิวหนัง พึงระลึกไว้เสมอว่าการช่วยปฐมพยาบาลอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิต โดยให้นำผู้ป่วยออกมาจากการสัมผัส ถอดเสื้อผ้าออก ล้างผิวหนังด้วยน้ำเปล่าให้มากและนานที่สุด อย่างน้อยนาน 15 นาทีขึ้นไป ถ้าเข้าตาให้ล้างตาด้วย เพื่อลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายอันจะนำไปสู่ภาวะเลือดเป็นกรดตามมา หลังจากล้างด้วยน้ำแล้ว อาจใช้สารละลายโซเดียมไบคาร์นอเนต (Sodium bicarbonate) ความเข้มข้น 3 – 5 % ชุบผ้าทำแผลโปะไว้ ในสถานประกอบการบางแห่ง ถ้ามีการใช้กรดคลอโรอะซิติกบ่อยมาก อาจทำเป็นอ่างใส่สารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนต 3 – 5 % เตรียมไว้เพื่อให้พนักงานโดดลงไปเมื่อผิวหนังสัมผัสกรดคลอโรอะซิติกเลย [2] แต่ถ้าไม่ได้เตรียมโซเดียมไบคาร์บอเนตไว้ไม่ต้องรอหา ล้างน้ำเปล่าให้มากที่สุดแล้วรีบส่งพบแพทย์เลย กรณีกินเข้าไป ให้รีบส่งพบแพทย์ทันที
  • การรักษา เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ถ้ายังไม่ได้ทำการล้างตัวมาให้ล้างตัวก่อน จากนั้นประเมินการหายใจ ช่วยหายใจถ้าไม่หายใจ ให้ออกซิเจนเสริม ประเมินระบบไหลเวียน ให้สารน้ำ ประเมินสัญญาณชีพ วัดระดับออกซิเจนทางปลายนิ้ว ถ้าสัมผัสมามากกว่า 5 – 10 % ของพื้นที่ผิว ควร ตรวจระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง ถ้ามีอาการคลื่นไส้ กระสับกระส่าย เมื่อยตัว ท้องเสีย ซึม หรือเริ่มมีเลือดเป็นกรด เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน่าจะมีการดูดซึมเข้าไปเกิดพิษตามระบบร่างกายแล้ว ควรให้ยาต้านพิษคือกรดไดคลอโรอะซิติก (Dichloroacetic acid; DCA) ในรูปสารละลายเกลือโซเดียมที่มีค่า pH 7.2 ให้ในขนาด 50 mg/kg ทางหลอดเลือดดำ ฉีดช้าๆ หรือใส่ชุดหยดใน 10 นาที และให้ซ้ำอีกครั้งใน 2 ชั่วโมงถัดมา การให้ยาต้านจะได้ผลดีถ้าให้ก่อนเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Lactic acidosis) การรักษาประคับประคองตามอาการมีความสำคัญ เช่น แก้ไขภาวะเลือดเป็นกรด แก้ไขภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ เพิ่มระดับการขับปัสสาวะในรายที่มีไตวาย ปรับปัสสาวะให้เป็นด่างในรายที่เกิดการสูญสลายของกล้ามเนื้อลาย แก้ไขภาวะสมองบวม ให้ยากระตุ้นหัวใจในรายที่มีหัวใจล้มเหลว การขับสารนี้ออกจากร่างกาย เชื่อว่าการฟอกเลือด (Hemodialysis) ช่วยได้ แม้ยังไม่เกิดภาวะไตวายขึ้น ถ้ามีการสัมผัสในพื้นที่ผิว 5 – 10 % ขึ้นไป และเริ่มมีอาการตามระบบก็ควรทำ ควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคไตเพื่อประเมินความเหมาะสมในการฟอกเลือด (Hemodialysis) เอาไว้ด้วย

การป้องกันและเฝ้าระวัง การป้องกันที่ดีที่สุดคือไม่ใช้สารนี้ถ้าไม่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ต้องระมัดระวังในเรื่องการสัมผัสทางผิวหนังให้มากที่สุด โอกาสในการสัมผัสเข้าทางผิวหนังที่พบบ่อยมักเกิดในระหว่างการขนย้ายสารเคมีมากกว่าในขณะทำงาน ดังนั้นทั้งในระหว่างขนย้ายและระหว่างทำงาน คนทำงานต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ใส่อุปกรณ์ป้องกันผิวหนังอย่างเหมาะสม ให้ความรู้กับคนทำงานถึงอันตรายของสารเคมีชนิดนี้ เตรียมฝักบัวล้างตัวและตาไว้ในพื้นที่ทำงาน อาจเตรียมสารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนตไว้ในพื้นที่ทำงานและในห้องปฐมพยาบาลของโรงงานด้วย รวมถึงติดต่อเตรียมยาต้านพิษคือกรดไดคลอโรอะซิติกไว้ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง การเฝ้าระวังพิษของสารเคมีชนิดนี้อาจทำไม่ได้มากนัก ที่พอทำได้คือตรวจสุขภาพคนทำงานโดยสอบถามถึงอาการระคายเคืองผิวหนังและเยื่อบุ

เอกสารอ้างอิง

  1. International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office 1998.
  2. International Programme on Chemical Safety. Inchem website: Monochloroacetic acid. 2000. [cited 10 April 2013]. Available from: http://www.inchem.org/ documents/pims/chemical/pim352.htm.
  3. Kulling P, Andersson H, Bostrom K, Johansson LA, Lindstrom B, Nystrom B. Fatal systemic poisoning after skin exposure to monochloroacetic acid. J Toxicol Clin Toxicol. 1992;30(4):643-52.
  4. Rogers DR. Accidental fatal monochloroacetic acid poisoning. Am J Forensic Med Pathol. 1995;16(2):115-6.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์