Carbon disulfide

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (19 มิถุนายน 2554)

ชื่อ คาร์บอนไดซัลไฟด์ (Carbon disulfide) ||||| ชื่ออื่น Carbon bisulfide, Carbon sulfide

สูตรโมเลกุล CS2 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 76.14 ||||| CAS Number 75-15-0 ||||| UN Number 1131

ลักษณะทางกายภาพ ของเหลว ใส ไม่มีสี ถ้าบริสุทธิ์จะมีกลิ่นหอม แต่ถ้ามีไม่บริสุทธิ์จะมีกลิ่นเหม็น

คำอธิบาย คาร์บอนไดซัลไฟด์ เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็น ของเหลว ใส ไม่มีสี ลักษณะที่ใช้กันทั่วไปมักมีกลิ่นเหม็น พิษของสารชนิดนี้มีลักษณะจำเพาะ คือจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการทางจิต เช่น อารมณ์แปรปรวน สับสน เพ้อคลั่ง มีอาการคล้ายคนเป็นโรคจิตหรือเป็นบ้า พบการใช้คาร์บอนไดซัลไฟด์ได้มาก ในอุตสาหกรรมทำเส้นใยเรยอนและอุตสาหกรรมยาง

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (2005): TWA = 1 ppm, Carcinogenicity = A4 ||||| NIOSH REL: TWA = 1 ppm, STEL = 10 ppm, IDLH = 500 ppm ||||| OSHA PEL: TWA = 20 ppm, Ceiling = 30 ppm ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: TWA = 20 ppm, STEL = 100 ppm

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI (2011): 2-Thioxothiazolidine-4-carboxylic acid (TTCA) in urine at end of shift = 0.5 mg/g creatinine

แหล่งที่พบ คาร์บอนไดซัลไฟด์เป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตเส้นใยเรยอน (rayon) ใช้ในอุตสาหกรรมยาง เคมีภัณฑ์ ใช้เป็นตัวทำละลายในห้องปฏิบัติการบางแห่ง ยารักษาอาการติดเหล้ากลุ่มไดซัลฟิแรม (disulfiram) เมื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จะมีบางส่วนเปลี่ยนแปลงเป็นคาร์บอนไดซัลไฟด์ได้ ยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งชื่อ มีแทมโซเดียม (metam-sodium) เมื่อย่อยสลายจะได้ผลผลิตเป็นสารคาร์บอนไดซัลไฟด์

กลไกการก่อโรค เชื่อว่าคาร์บอนไดซัลไฟด์ น่าจะมีความสามารถในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย ทำให้ระบบเมตาโบไลต์ของร่างกายถูกยับยั้ง โดยเฉพาะเอนไซม์กลุ่มที่สัมพันธ์กับสารโดพามีน (dopamine-dependent system) ส่งผลทำให้การทำงานของระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน การสัมผัสในระยะเฉียบพลัน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อดวงตา และผิวหนัง การสัมผัสระดับสูงเกินมาตรฐาน ในระยะเวลาหลายวันถึงสัปดาห์ จะทำให้เกิดอาการที่มีลักษณะจำเพาะ คือ ทำให้เกิดอาการทางจิต ซึ่งมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่อารมณ์เปลี่ยนแปลง (mood change) สับสน (delirium) ไปจนถึงอาการคล้ายคนเป็นโรคจิตหรือเป็นบ้า (psychosis) หากระดับที่สัมผัสสูงมากๆ จะออกฤทธิ์กดสมอง (CNS depression) และทำให้หมดสติได้
  • อาการระยะยาว การสัมผัสระดับต่ำในระยะยาว สามารถทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้เช่นกัน คือจะทำให้เกิดอาการสั่นคล้ายคนเป็นโรคพาร์กินสัน (parkinsonism) หรืออาจเกิดอาการผิดปกติทางสมองแบบอื่นๆ ทำให้เส้นประสาทตาอักเสบ (optic neuritis) เส้นประสาทส่วนปลายเสียหาย (peripheral neuropathy) หลอดเลือดแดงแข็งตัว (artherosclerosis) ผลต่อบุตรยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่การทดลองในสัตว์พบว่าอาจก่อผลต่อตัวอ่อนในครรภ์ได้ ผลก่อมะเร็งยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของคาร์บอนไดซัลไฟด์คือตรวจสาร TTCA ในปัสสาวะ แต่หากการตรวจเพื่อยืนยันการสัมผัสทำได้ไม่สะดวก การวินิจฉัยอาจใช้การซักประวัติ และตรวจร่างกาย ก็เพียงพอจะวินิจฉัยได้ ประวัติอาชีพที่น่าจะเกี่ยวข้อง เช่น ทำงานในโรงงานทำเส้นใยเรยอน ร่วมกับมีอาการทางจิตรุนแรง โดยไม่เคยมีประวัติเป็นโรคจิตมาก่อน ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยพิษจากคาร์บอนไดซัลไฟด์ หากมีผลตรวจวัดระดับสารเคมีในโรงงานมาสนับสนุน จะมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ควรตรวจภาพรังสีของสมอง เช่น ภาพรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI brain) หรือ ภาพรังสีคอมพิวเตอร์ (CT scan ) ร่วมด้วยทุกครั้ง ที่ทำการวินิจฉัย เพื่อตัดปัญหา (rule out) โรคทางสมองอื่นๆ ที่อาจมีอาการใกล้เคียงกันออกไป ถ้ามีอาการทางเส้นประสาทอาจส่งตรวจการนำไฟฟ้าของเส้นประสาท (nerve conduction velocity)

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ทำการล้างตัวด้วยน้ำเปล่า ถ้าสัมผัสที่ดวงตา ให้ทำการล้างตาด้วย หากแน่นหน้าอกควรให้ออกซิเจนเสริม แล้วรีบส่งพบแพทย์
  • การรักษา ในระยะเฉียบพลัน ให้ตรวจสอบการหายใจ ถ้าไม่หายใจให้ใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยชีวิต ตรวจสอบความรู้สึกตัว ถ้าสัมผัสสารปริมาณมากอาจจะกดสมองจนผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวได้ ช่วยหายใจ วัดสัญญาณชีพ ให้ออกซิเจนเสริม ให้สารน้ำตามความเหมาะสม ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ถ้าหอบควรตรวจภาพรังสีทรวงอก (CXR) วัดระดับออกซิเจน (pulse oximetry) รักษาประคับประคองอาการ ไม่มียาต้านพิษ (antidote) สำหรับคาร์บอนไดซัลไฟด์ ถ้าสัมผัสโดยทางการกินและผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี อาจพิจารณาให้ผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) เพื่อลดการดูดซึม ถ้ากินมานานไม่เกิน 1 ชั่วโมง อาจพิจารณาทำการล้างท้อง (gastric lavage) เพื่อลดปริมาณการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
การป้องกันและเฝ้าระวัง การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ใช้ระบบปิด ควบคุมที่แหล่งกำเนิด ให้ความรู้แก่พนักงานที่ต้องทำงานกับสารเคมีชนิดนี้ โรงงานยาง และโรงงานทำเส้นใยเรยอน ควรตรวจสอบระบบเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพดี การขนส่งสารชนิดนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง การเฝ้าระวังควรตรวจวัดระดับสารเคมีชนิดนี้ในโรงงานอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสุขภาพโดยเน้นดูอาการทางระบบประสาท อาการผิดปกติที่คล้ายอาการทางจิต เป็นสำคัญ

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์