Cadmium

นพ.คุณากร สินธพพงศ์ (11 มิถุนายน 2554)

ชื่อ แคดเมียม (Cadmium) ||||| ชื่ออื่น Colloidal cadmium

สัญลักษณ์อะตอม Cd ||||| น้ำหนักอะตอม 112.411 ||||| CAS number 7440-43-9 ||||| UN number 2570

ลักษณะทางกายภาพ เป็นแร่โลหะสีเงินขาว อ่อนตัว เป็นมันเงา หรือเป็นผงเม็ดละเอียดสีเทา

คำอธิบาย แคดเมียมในธรรมชาติพบในรูปแบบของสารประกอบซัลไฟด์ซึ่งจะพบร่วมกับสังกะสีและทองแดง โดยทั่วไปได้รับเข้าสู่ร่างกายในการทำเหมืองแร่ และหลอมสังกะสี ทองแดง และตะกั่ว แคดเมียมถูกใช้ในการ ชุบโลหะด้วยคุณสมบัติต้านทานการกัดกร่อนของมัน เกลือโลหะของมันถูกใช้ในการทำเม็ดสีและการคงรูปพลาสติก แคดเมียมอัลลอยด์ถูกใช้ในการประสาน การเชื่อม และในแบตเตอรี่ชนิดนิกเกิล-แคดเมียม ตัวประสานแคดเมียมในท่อน้ำและเม็ดสีแคดเมียมในเครื่องปั้นดินเผา สามารถเป็นแหล่งของการปนเปื้อนของน้ำและอาหารที่มีความเป็นกรด

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV – TWA 0.01 mg/m3 ||||| NIOSH REL – Ca ||||| OSHA PEL – TWA 0.00 5 mg/m3 ||||| IDLH – 9 mg/m3 ||||| กฎหมายแรงงานไทย Cadmium fume TWA - 0.1 mg/m3, Ceiling 0.3 mg/m3, Cadmium dust TWA – 0.2 mg/m3, Ceiling 0.6 mg/m3

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH (2007) BEI – Cadmium in urine = 5 ug/g creatinine ตรวจเวลาไหนก็ได้ (not critical for sampling time), Cadmium in blood = 5 ug/L ตรวจเวลาไหนก็ได้ (not critical for sampling time)

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC Group 1 ||||| ACGIH A2 Carcinogenicity

แหล่งที่พบในธรรมชาติ พบในน้ำและดินที่มีแร่แคดเมียมอยู่

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • การเชื่อมและประสานโลหะ
  • การชุบโลหะ
  • การคงรูปพลาสติก
  • การทำเม็ดสี
  • การทำแบตเตอรี่

กลไกการก่อโรค การหายใจเข้าไปก่อให้เกิดพิษอย่างน้อย 60 เท่าของการกิน ไอระเหยและฝุ่นอาจจะก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบ (Delayed chemical pneumonitis) และเป็นผลให้ปอดบวมน้ำและเลือดออกในปอด การกินเข้าไปทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร เมื่อมีการดูดซึมแคดเมียมจะรวมตัวกับ metallothionein และกรองผ่านไตที่ซึ่งจะเกิดการทำลายท่อไต

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุ หยุดการสัมผัสสาร โดยนำผู้ป่วยมาไว้ใน จุดที่ไม่มีการปนเปื้อนผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยควรได้รับการฝึกเป็นอย่างดีและไม่ทำให้ตนเองอยู่ในความเสี่ยง ใส่เครื่องป้องกันอย่างเหมาะสม หากเป็นไปได้ให้ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจด้วย SCBA – self contained breathing apparatus

อาการทางคลินิก

  • การสัมผัสโดยตรง ทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังและตา ยังไม่มีข้อมูลเรื่องการดูดซึมแคดเมียมทางผิวหนังในมนุษย์
  • อาการจากการหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้ไอ หายใจมีเสียงวี๊ด (wheezing) ปวดศีรษะ มีไข้ และหากรุนแรง ทำให้ปอดอักเสบแบบ chemical pneumonitis และปอดบวมน้ำแบบ non-cardiogenic ภายใน 12 – 24 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสโดยการหายใจ
  • อาการจากการหายใจระยะยาวในปริมาณสูงสัมพันธ์กับการก่อโรคมะเร็งปอด
  • อาการที่เกิดจากการกินแบบเฉียบพลัน เกลือแคดเมียมทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ อาเจียน ปวดท้อง และถ่ายเหลว บางครั้งมีเลือดปนในไม่กี่นาทีหลังจากทานเข้าไป การตายหลังจากทานเข้าไปเกิดจากภาวะช็อกเนื่องจากขาดน้ำหรือเกิดจากไตวายเฉียบพลัน
  • อาการจากการกินระยะยาว เป็นผลให้เกิดการสะสมของแคดเมียมในกระดูก ทำให้เกิดโรคอิไตอิไต (Itai-itai) ซึ่งทำให้กระดูกเปราะหักจนเจ็บปวดอย่างมาก และทำให้เกิดโรคไตเสื่อม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ขึ้นกับประวัติการสัมผัสและอาการของผู้ป่วยในขณะนั้น ทั้งอาการทางการหายใจ และอาการทางทางเดินอาหาร
  • การตรวจจำเพาะ ระดับแคดเมียมในเลือด (whole blood cadmium) ยืนยันการสัมผัสสารค่าปกติไม่เกิน 1 ug/L แคดเมียมปริมาณน้อยมากจะถูกขับมาในปัสสาวะจนกว่าแคดเมียมที่ถูกจับ (โดย metallothionein) ในไตจะเกินและเกิดการทำลายไตเกิดขึ้น แคดเมียมในปัสสาวะค่าปกติไม่เกิน 1 ug/g Creatinine การตรวจวัดไมโครอัลบูมินในปัสสาวะ ( beta-microglobulin, retinol-binding protein, albumin, metallothionein) ใช้ในการติดตามผลจากความเป็นพิษของแคดเมียมที่ไต
  • การตรวจอื่นๆ เช่น การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC), เกลือแร่ในเลือด (serum electrolyte), glucose, BUN, creatinine, ค่าออกซิเจนในเลือดแดง (arterial blood gas) หรือ oximetry และการตรวจภาพรังสีปอด (CXR) สั่งตรวจตามอาการ

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุ ดูแลเรื่องการทำงานของระบบที่สำคัญ เช่น ระบบหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิต ถ้าผู้ป่วยหมดสติควรทำให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งและให้ออกซิเจน 100 %
  • การสัมผัสโดยการหายใจ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจให้เริ่มทำการช่วยหายใจทันที ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้หน้ากาก (pocket mask) ที่มีวาวล์ทางเดียว (one way valve) ในการช่วยหายใจ เพราะทางเดินหายใจและใบหน้าของผู้ช่วยเหลืออาจเกิดการปนเปื้อนได้
  • การสัมผัสทางผิวหนัง ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออก ถ้าเป็นไปได้ให้ทำขณะที่มีน้ำล้างอยู่ด้วยแล้วนำเสื้อผ้าเก็บไว้ในถุงใสปิดสนิทสองชั้นและเขียนป้ายกำกับไว้ เก็บไว้ในที่ปลอดภัยที่ห่างจากผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ ล้างผิวหนังด้วยน้ำปริมาณมากโดยให้น้ำไหลผ่าน
  • การสัมผัสทางตา ล้างตาด้วยน้ำเกลือ (normal saline solution) อย่างน้อยเป็นเวลา 15 นาที
  • การสัมผัสทางการกิน ให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำ (ปริมาณไม่เกิน 50 - 100 มิลลิลิตร)

การเฝ้าระวัง

  • สื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจ
  • การตรวจดูระดับโปรตีนในปัสสาวะ ( beta-microglobulin) เป็นการตรวจที่ไวที่สุดของการเฝ้าระวังพิษจากแคดเมียม

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์