1,3-Butadiene

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ 1,3-บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) ||||| ชื่ออื่น Biethylene, Bivinyl, Divinyl, Vinylethylene

สูตรโมเลกุล C4H6 หรือ CH2=(CH)2=CH2 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 54.1

CAS Number 106-99-0 ||||| UN Number 1010 (stabilized)

ลักษณะทางกายภาพ แก๊สไม่มีสี มีกลิ่นเฉพาะ บางครั้งถูกเก็บไว้ในรูปของเหลวในถังอัดความดัน

คำอธิบาย 1,3-butadiene เป็นแก๊สที่มีคุณสมบัติก่อมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งน้ำเหลือง องค์กร IARC ได้จัดสารชนิดนี้ไว้ในกลุ่ม Carcinogen Group 1 คือมีหลักฐานการก่อมะเร็งชัดเจน สารชนิดนี้เป็นสารสังเคราะห์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางปิโตรเคมี ใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมผลิตยางและพลาสติกสังเคราะห์ หากมีผู้ป่วยได้รับสัมผัสสารชนิดนี้ นอกจากต้องดูแลการได้รับพิษในระยะเฉียบพลันแล้ว ยังต้องตรวจติดตามผลในระยะยาวเพื่อเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งด้วย

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV – TWA 2 ppm ||||| NIOSH REL – Cancer Notation ||||| OSHA PEL – TWA 1 ppm, STEL 5 ppm ||||| IDLH – 2000 ppm ||||| กฎหมายไทย N/A

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม NAAQS – N/A ||||| กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย – ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) ค่าเฉลี่ยในอากาศ 1 ปีต้องไม่เกิน 0.33 ug/m 3

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI – 1,2 Dihydroxy-4-(N-acetylcysteinyl)-butane ในปัสสาวะ หลังเลิกงาน 2.5 mg/L, Mixture of N-1 and N-2-(hydroxybutenyl)valine hemoglobin (Hb) adducts ในเลือด เจาะตรวจเวลาใดก็ได้ 2.5 pmol/g Hb

คุณสมบัติก่อมะเร็ง IARC = Group 1 ||||| ACGIH Carcinogenicity = A2

แหล่งที่พบในธรรมชาติ ไม่พบในธรรมชาติเป็นสารปิโตรเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์ ในชีวิตประจำวันจะพบในควันบุหรี่ได้ด้วย

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นในโรงงานปิโตรเคมี เป็นสารที่ได้ระหว่างการสังเคราะห์แก๊สเอธิลีน (ethylene)
  • ใช้เป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ชนิด styrene-butadiene rubber (SBR) และ polybutadiene rubber
  • ใช้ในการผลิตพลาสติกทนความร้อน Acrylonitrile-butadiene-styrene-copolymer (ABS)

กลไกการก่อโรค การก่อโรคในระยะยาวคือทำให้เกิดมะเร็งระบบเลือด (leukemia) และระบบน้ำเหลือง (lymphoma) กลไกการก่อโรคเชื่อว่าเกิดจากสารเมตาโบไลต์กลุ่ม epoxide ที่เกิดขึ้นในร่างกาย

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

  • นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด หยุดการรั่วไหลของสารเคมี เนื่องจากสารชนิดนี้เป็นสารก่อมะเร็ง ผู้ที่เข้าไปทำการกู้ภัยควรใส่ชุดป้องกันที่เหมาะสม ที่ดีที่สุดคือชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA) และเนื่องจากสารนี้ติดไฟง่ายมาก ชุดกู้ภัยควรเป็นชุดกันไฟด้วย
  • บุคลากรทางสาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยควรลดการสัมผัสต่อตนเองให้มากที่สุด ทำการล้างตัวผู้ป่วยก่อนให้การรักษา ควรทำทะเบียนผู้สัมผัสทั้งกลุ่มผู้ประสบภัยและกลุ่มบุคลากรที่เข้าไปช่วยเหลือเพื่อติดตามเฝ้าระวังในระยะยาว

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน ถ้าอยู่ในรูปของเหลวการสัมผัสกับผิวหนังโดยตรงจะทำให้เนื้อตาย (frostbite) ถ้ากระเด็นเข้าตาจะทำให้ตาแดง อักเสบ มองภาพไม่ชัด ถ้าอยู่ในรูปแก๊ส การสูดดมเข้าไปจะทำให้เกิดอาการระคายคอ ไอ เจ็บคอ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ถ้าสูดดมปริมาณมากอาจทำให้ซึมลง มองภาพไม่ชัด จนถึงหมดสติได้
  • อันตรายจากการระเบิด นอกจากตัวสารเองจะมีพิษแล้ว สารชนิดนี้ยังติดไฟได้ง่ายมาก หนักกว่าอากาศ และเมื่อถูกอากาศจะระเบิดได้ด้วย (NFPA Code: H2 F4 R2) ดังนั้น ผู้ประสบภัยบางส่วนอาจได้รับอันตรายจากไฟไหม้หรือแรงระเบิดถ้าอยู่ใกล้กับจุดกำเนิดการรั่วไหล
  • อาการระยะยาว พบว่าการสัมผัสสารชนิดนี้ทำให้เกิดมะเร็งของระบบเลือดและระบบน้ำเหลืองทั้งในหนูทดลองและจากการศึกษาทางระบาดวิทยาในมนุษย์ [4] การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเป็นสิ่งที่ดีที่สุด กรณีรั่วไหลต้องให้ความสำคัญกับการกำจัดสารนี้ออกจากสิ่งแวดล้อม (clean-up) มีการตรวจวัดระดับสารเคมีในบรรยากาศหลังเกิดเหตุการณ์ และทางสุขภาพต้องติดตามโรคมะเร็งในระยะยาวด้วย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • ขึ้นกับอาการของผู้ป่วย กรณีมีอาการทางระบบหายใจควรถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)
  • การตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete blood count) ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood sugar) ระดับเกลือแร่ในเลือด (Blood electrolyte) ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ระดับแก๊สในเลือด (Blood gas) หรือการตรวจอื่นๆ ให้ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย
  • การตรวจพิสูจน์การสัมผัสแก๊ส 1,3-butadiene ทำโดยการตรวจ 1,2 Dihydroxy-4-(N-acetylcysteinyl)-butane ในปัสสาวะ สามารถทำได้ถ้ามีห้องปฏิบัติการรองรับ

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ให้อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี ทำการล้างตัว กรณีถูกของเหลวแล้วมีเนื้อตายไม่ควรถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย เนื้อจะติดเสื้อผ้าออกมาได้ กรณีกระเด็นเข้าตาให้ถอดคอนแทคเลนส์ออกถ้าทำได้ ล้างตาด้วยน้ำเปล่า ระหว่างล้างตัวดูสัญญาณชีพ ช่วยการหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตถ้าพบมีความผิดปกติ ใส่ท่อช่วยหายใจหากพบการหายใจล้มเหลว
  • การรักษาระยะเฉียบพลัน การล้างตัวเพื่อลดการสัมผัสสำคัญที่สุด ถ้าสารกระเด็นเข้าตาให้ล้างน้ำอย่างน้อย 15 นาที ล้างบริเวณผิวหนังที่สัมผัสให้มากที่สุด ช่วยการหายใจโดยให้ออกซิเจน กรณีมีแผลไฟไหม้บริเวณใบหน้า หรือสูดสำลักควันไฟ มีความเสี่ยงต่อการบวมของทางเดินหายใจต้องสังเกตการหายใจไว้ด้วย ให้สารน้ำหากมีปัญหาระบบไหลเวียนโลหิต อาการระคายคอ ไอ เจ็บคอ วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ให้รักษาตามอาการ
  • การดูแลระยะยาว ผู้ที่สัมผัสสารนี้มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งในระยะยาว ต้องทำการเฝ้าระวังมะเร็งระบบเลือดและระบบน้ำเหลืองทุกราย

การเฝ้าระวัง

  • สื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจ
  • ทำทะเบียนผู้สัมผัสสารเคมี บันทึกรายชื่อและที่อยู่ของผู้ที่สัมผัสสารนี้ทุกคน ควรตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count) เป็นพื้นฐานไว้ การตรวจประเมินการสัมผัสระยะสั้นทำโดยตรวจ 1,2 Dihydroxy-4-(N-acetylcysteinyl)-butane ในปัสสาวะ จะเหมาะสมกว่าการตรวจ N-1 and N-2-(hydroxybutenyl)valine hemoglobin adducts ในเลือด ซึ่งเหมาะจะใช้ตรวจการสัมผัสสะสม การตรวจทั้ง 2 อย่างนี้จะสามารถทำได้ต้องมีห้องปฏิบัติการรองรับ การแปลผลต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และต้องระวังผลบวกลวงจากการสูบบุหรี่
  • การเฝ้าระวังในระยะยาว ทางคลินิกที่ดีที่สุดคือการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตามอาการของโรคมะเร็งระบบเลือดและน้ำเหลือง เช่น ตรวจดูความซีด คลำต่อมน้ำเหลือง ให้คำแนะนำเพื่อสังเกตอาการ แนะนำเลิกสูบบุหรี่ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete blood count) เป็นระยะ หากพบเซลล์มะเร็งต้องรีบส่งตัวไปรักษาต่อทันที การตรวจติดตามควรทำอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป
  • การตรวจผลกระทบทางพันธุกรรม เช่น micronuclei, sister chromatid exchange, chromosomal aberrations, ras oncoprotein level, hypoxanthine-guanine-phosphoribosyl transferase (HPRT) mutation และการตรวจหา GSTT1 หรือ GSTM1 genotype สำหรับกรณีการเกิดมะเร็งจากสาร 1,3-butadiene แล้วนั้น ที่กล่าวมาทั้งหมด ณ ปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการตรวจใดสามารถนำมาใช้ค้นหาความเสี่ยงของมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้

เอกสารอ้างอิง

  1. American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH). TLVs and BEIs. Cincinnati: American Conference of Govermental Industrial Hygienists 2009.
  2. Delzell E, Sathiakumar N, Hovinga M, Macaluso M, Julian J, Larson R, et al. A follow-up study of synthetic rubber workers. Toxicology. 1996; 113:182-9.
  3. Hecht SS, Samet JM. Cigarette Smoking. In: Rom WN, Markovitz SB, eds. Environmental and occupational medicine. 4th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins 2007:1522 - 51.
  4. International Programme on Chemical Safety. International Chemical Safety Cards (ICSCs). Geneva: International Labour Office 1998.
  5. Lauwerys RR, Hoet P. Industrial chemical exposure: Guidelines for biological monitoring 3rd ed. Florida: CRC Press 2001.
  6. Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์