Ammonia

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ แอมโมเนีย (Ammonia) ||||| ชื่ออื่น Anhydrous ammonia

สูตรโมเลกุล NH3 ||||| น้ำหนักโมเลกุล 17.03 ||||| CAS Number 7664-41-7 ||||| UN Number 1005

ลักษณะทางกายภาพ ในบรรยากาศปกติจะมีสถานะเป็นแก๊ส ไม่มีสี มีกลิ่นฉุนคล้ายกลิ่นปัสสาวะ หากเก็บอยู่ในถังอัดความดันจะมีสถานะเป็นของเหลว

คำอธิบาย แอมโมเนีย เป็นแก๊สที่มีการใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ที่พบได้บ่อยคือใช้เป็นสารทำความเย็น (refrigerant) ในอุตสาหกรรมห้องเย็น และโรงงานทำน้ำแข็ง นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตปุ๋ย สารทำความสะอาด และยังเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า (methamphetamine) แอมโมเนียเป็นแก๊สที่ไม่มีสี แต่มีกลิ่นฉุนแสบ มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง แก๊สมีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดีมาก ทำให้ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วทันทีหลังการสูดดมเข้าไป

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน ACGIH TLV (2011): TWA = 25 ppm, STEL = 35 ppm ||||| NIOSH REL: TWA = 25 ppm (18 mg/m 3), STEL = 35 ppm (27 mg/m 3), IDLH = 300 ppm ||||| OSHA PEL: TWA = 50 ppm (35 mg/m 3) ||||| ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520: TWA = 50 ppm (35 mg/m 3)

แหล่งที่พบ สามารถพบแอมโมเนียในระดับต่ำๆ เกิดขึ้นได้เองจากกระบวนการเน่าเปื่อยย่อยสลายของ ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ และสิ่งปฏิกูลต่างๆ ตามธรรมชาติ สำหรับการใช้ในอุตสาหกรรมที่พบได้บ่อยคือ ใช้เป็นสารทำความเย็น (refrigerant) ในอุตสาหกรรมห้องเย็นและโรงงานทำน้ำแข็ง ใช้เป็นส่วนประกอบของปุ๋ย อยู่ในสูตรน้ำยาทำความสะอาดบางชนิด และใช้เป็นสารตั้งต้นในการลักลอบผลิตยาบ้า (methamphetamine) การสัมผัสแอมโมเนียในงานอุตสาหกรรม หากเกิดการรั่วไหลขึ้น มีโอกาสที่จะได้รับแก๊สนี้ในปริมาณความเข้มข้นสูง และก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้ ในทางการแพทย์ ใช้สารละลายแอมโมเนียความเข้มข้นต่ำๆ ผสมกับสารมีกลิ่นอื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยดมแก้วิงเวียน (แอมโมเนียหอม) นอกจากแหล่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังอาจพบแอมโมเนียความเข้มข้นต่ำๆ ได้ในควันบุหรี่อีกด้วย

กลไกการก่อโรค แอมโมเนียละลายน้ำได้ดีมากและเร็วมาก เมื่อสัมผัสกับน้ำที่หล่อเลี้ยงเยื่อบุส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุทางเดินหายใจ แอมโมเนีย (NH3) จะทำปฏิกิริยากับน้ำ (H2O) และได้สารที่มีฤทธิ์เป็นด่างคือ แอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ (NH4OH) ซึ่งจะกัดกร่อนทำลายเนื้อเยื่ออ่อนของร่างกายได้

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เหตุการณ์แก๊สแอมโมเนียรั่วพบได้บ่อย โดยเฉพาะจากโรงงานทำน้ำแข็งและห้องเย็นต่างๆ ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ฉุกเฉินควรเตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์รั่วไหลของแก๊สชนิดนี้ไว้ แอมโมเนียเมื่อรั่วจะส่งกลิ่นฉุนรุนแรง ทำให้ผู้ประสบภัยมักรู้ตัวได้เร็ว การระเบิดในอากาศจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อความเข้มข้นของแก๊สในอากาศสูงมาก จึงมีโอกาสเกิดระเบิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก หน่วยกู้ภัยควรใส่ชุดป้องกันในระดับที่เหมาะสม ถ้าการรั่วไหลในปริมาณสูงแนะนำให้ใส่ชุดป้องกันที่มีถังบรรจุอากาศในตัว

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน การสูดดมแก๊สแอมโมเนียเข้าไปจะทำให้เนื้อเยื่อร่างกายถูกด่างกัดกร่อน อาการมักเกิดขึ้นทันทีที่สัมผัส อาการที่พบได้แก่ แสบตา แสบจมูก แสบคอ ไอ แน่นหน้าอก หากสัมผัสในปริมาณสูงจะทำให้ทางเดินหายใจบวม เริ่มแรกจะมีอาการเสียงแหบ ไอเสียงทุ้ม (croup-like cough) และฟังปอดได้เสียงทุ้ม (stidor) จากนั้นจะทำให้เกิดการบวมและอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนได้ (upper airway obstruction) ทางเดินหายใจส่วนล่างจะทำให้หลอดลมตีบ (bronchospasm) ตรวจร่างกายจะพบเสียงวี๊ด (wheezing) หากสัมผัสในปริมาณสูงมากๆ จะทำให้เกิดภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) และถึงแก่ชีวิตได้ การสัมผัสที่ตาถ้าแก๊สมีความเข้มข้นสูงมากก็อาจกัดกร่อนกระจกตาอย่างรุนแรง แต่โอกาสเกิดน้อยกว่าการสัมผัสในรูปสารละลาย การสัมผัสที่ผิวหนังทำให้แสบไหม้ได้เช่นกัน
  • อาการระยะยาว หากการสัมผัสในระยะเฉียบพลันนั้นรุนแรง สัมผัสในปริมาณสูงมาก จนเนื้อเยื่อปอดถูกทำลายถาวรแล้ว ก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหอบเหนื่อยจากปอดเป็นพังผืดในระยะยาวได้ การสัมผัสในปริมาณสูงในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดเป็นโรคหอบหืดขึ้น การสัมผัสที่ตาอาจกัดกร่อนกระจกตาจนมีปัญหาการมองเห็นในระยะยาว ส่วนพิษในการก่อมะเร็งและการก่อผลต่อบุตรในคนตั้งครรภ์นั้น ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจระดับแอมโมเนียในเลือดเพื่อยืนยันการสัมผัส อาจพบระดับ แอมโมเนียในเลือดที่สูงขึ้นได้ (ระดับปกติ 8 – 33 micromol/L) แต่ก็ไม่ได้เป็นตัวทำนายระดับการเกิดพิษ การวินิจฉัยโดยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องตรวจระดับแอมโมเนียในเลือด เนื่องจากหากมีประวัติการสัมผัสที่ชัดเจน ร่วมกับมีกลิ่นแอมโมเนียซึ่งเป็นสารที่มีกลิ่นเฉพาะติดมากับตัวผู้ป่วย ก็สามารถวินิจฉัยได้ค่อนข้างชัดแล้ว การตรวจอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ได้แก่การตรวจ ระดับเกลือแร่ในเลือด (serum electrolyte) ระดับแก๊สในหลอดเลือดแดง (arterial blood gas) ระดับออกซิเจนในเลือด (pulse oximetry) ควรตรวจถ่ายภาพรังสีทรวงอก (chest X-ray) เพื่อค้นหาภาวะปอดบวมน้ำเฉียบพลันด้วย

การดูแลรักษา

  • ปฐมพยาบาล นำผู้ป่วยออกจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ทำการล้างตัวด้วยน้ำเปล่าตามความเหมาะสม สังเกตดูปัญหาการหายใจ หากเริ่มมีปัญหาการหายใจล้มเหลว จากทางเดินหายใจตีบแคบ ทีมกู้ชีพอาจพิจารณาใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อรักษาชีวิต หากรู้สติดีเพียงแต่หายใจเร็วควรให้ออกซิเจนเสริม หากมีการสัมผัสที่ดวงตา มีอาการแสบตามาก ควรรีบล้างตาด้วยน้ำเปล่าให้มากที่สุดก่อนส่งพบแพทย์
  • การรักษา อันดับแรกควรตรวจสอบระบบการหายใจของผู้ป่วยว่าปกติหรือไม่ หากพบภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นควรรีบใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วย เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนเมื่อเกิดอาการบวมมากแล้วจะทำให้ใส่ท่อช่วยหายใจได้ยาก จึงควรรีบตรวจและตัดสินใจดำเนินการ จากนั้นทำการสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง ตรวจวัดสัญญาณชีพ วัดระดับออกซิเจนในเลือด ให้ออกซิเจนเสริม ให้อยู่ในที่โล่งอากาศถ่ายเทดี หากมีอากาศหายใจมีเสียงวี๊ด พิจารณาให้ยาขยายหลอดลม ตรวจร่างกายและถ่ายภาพรังสีทรวงอกเพื่อค้นหาภาวะปอดบวมน้ำ หากเกิดขึ้นให้ทำการแก้ไข แอมโมเนียนั้นเป็นแก๊สที่เกิดพิษเร็ว หากสัมผัสแล้วเกิดอาการก็มักจะเกิดภายในระยะเวลาไม่นาน ผู้ป่วยควรได้รับการสังเกตอาการระยะหนึ่ง หากมีอาการไม่มากนักอาจแนะนำให้กลับไปสังเกตอาการต่อที่บ้านได้ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ปอดบวมน้ำ ควรรับไว้รักษาในโรงพยาบาล ไม่มียาต้านพิษ (anti-dote) สำหรับแก๊สแอมโมเนีย การล้างไต (dialysis) หรือวิธีการขจัดพิษวิธีอื่นๆ ยังไม่มีรายงานว่ามีบทบาทในการรักษา หากเกิดอาการทางตาควรล้างตาให้นานที่สุด ตรวจดูว่ามีการกัดกร่อนกระจกตาหรือเนื้อเยื่อของตาในชั้นลึกกว่านั้นเกิดขึ้นหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ผู้ป่วยมีอาการแสบตามาก ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อทำการย้อมกระจกตาด้วยสี fluoresceine ตรวจดูรอยโรคให้ชัดเจนขึ้น

การป้องกันและเฝ้าระวัง การป้องกันที่ดีที่สุดคือลดการสัมผัสตามหลักอาชีวอนามัย ใช้ระบบปิด ควบคุมที่แหล่งกำเนิด ให้ความรู้แก่พนักงานที่ต้องทำงานกับแก๊สชนิดนี้ ห้องเย็นและโรงน้ำแข็งควรตรวจสอบระบบทำความเย็นให้อยู่ในสภาพดีอย่างสม่ำเสมอ การเฝ้าระวังควรตรวจสุขภาพโดยเน้นดูแลระบบทางเดินหายใจ

เอกสารอ้างอิง

  • Olson KR, Anderson IB, Benowitz NL, Blanc PD, Clark RF, Kearney TE, et al. Poisoning & drug overdose. the California Poison Control System. 5th ed. New York: McGraw-Hill 2004.
  • Farrow C, Wheeler H, Bates N, Murray V. The chemical incident management handbook. London: The Stationery Office 2000.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์