Acetone

นพ.อังกูร นพคุณภูษิต (31 พฤษภาคม 2555)

ชื่อ อะซิโตน (Acetone) ||||| ชื่ออื่น Dimethyl ketone; Methyl ketone; Ketone propane; Dimethyl formaldehyde; Beta-ketopropane; Pyroacetic ether; Propanone; Dimethylketal; Pyroacetic acid

สูตรโมเลกุล C3H6O ||||| น้ำหนักโมเลกุล 58.08 ||||| CAS Number 67-64-1 ||||| UN Number 1090

ลักษณะทางกายภาพ เป็นของเหลวใสไม่มีสี ระเหยเป็นไอได้ดี มีกลิ่นมิ้นท์ จุดเดือด 56.5 องศาเซลเซียส จุดหลอมเหลว - 95 องศาเซลเซียส ติดไฟได้

ค่ามาตรฐานในสถานที่ทำงาน

ACGIH TLV – TWA 500 ppm, STEL 750 ppm

OSHA PEL – TWA 1,000 ppm, STEL 1,000 ppm

IDLH 2,500 ppm

ค่ามาตรฐานในสิ่งแวดล้อม EPA NAAQS – N/A

ค่ามาตรฐานในร่างกาย ACGIH BEI (2011) – Acetone in urine (End of shift) = 50 mg/L

คุณสมบัติก่อมะเร็ง องค์กร IARC ไม่ได้ทำการประเมินไว้ ||||| ACGIH carcinogenicity = A4

อุตสาหกรรมที่ใช้

  • ใช้ในอุตสาหกรรมการทำเครื่องสำอาง
  • อุตสาหกรรมที่มีการใช้ตัวทำละลาย
  • ใช้ในการชะล้าง
  • เป็นสารไล่น้ำ
  • ช่างเสริมสวย
  • ช่างไม้ ช่างเฟอร์นิเจอร์
  • การผลิตสารหล่อลื่น การผลิตคลอโรฟอร์ม
  • อุตสาหกรรมผลิต acetone โดยตรง

กลไกการก่อโรค อะซิโตน สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางได้แก่ ทางการหายใจ ทางการกิน และทางผิวหนัง (พบได้น้อย) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้มีอาการมึนงง ซึม และซึมผ่านชั้นไขมันบริเวณผิวหนังทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง อะซิโตนจะถูกขับออกจากร่างกายทางลมหายใจออก และทางไตในรูปของคีโตนในปัสสาวะ

การเตรียมตัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อะซิโตนเป็นสารไวไฟ เมื่อเผาไหม้จะได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นการเข้าไปกู้ภัยต้องใช้ชุดที่ป้องกันไฟได้ และเนื่องจากการเผาไหม้จะทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ระดับของชุดควรเป็นชุดป้องกันชนิดที่มีถังบรรจุอากาศในตัว (Self-contained breathing apparatus, SCBA)

อาการทางคลินิก

  • อาการเฉียบพลัน ระบบประสาท เมื่อรับประทานอะซิโตนเข้าไปจะมีอาการคล้ายกับการดื่มสุราแต่จะไม่มีอาการครื้นเครง (euphoria) และอาการมักจะรุนแรงกว่าการดื่มสุรา อาการสำคัญคืออาการต่อระบบประสาทซึ่งมีได้ตั้งแต่ ซึม จนถึงหมดสติ นอกจากนี้ อะซิโตนยังมีฤทธิ์กดการหายใจ ทำให้หายใจช้า ระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral circulation) ขยายตัว เกิดความดันโลหิตต่ำ ฤทธิ์ระคายเคือง ผู้ที่สัมผัสอะซิโตน อาจมีอาการแสบตา แสบจมูก ไอ และผื่นคันตามผิวหนัง
  • อาการระยะยาว ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับอาการระยะยาวของอะซิโตน แต่เชื่อว่ามีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง เหมือนฤทธิ์ของสารระเหยอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดความผิดปกติในเรื่องเกี่ยวกับสติปัญญาและระบบประสาท (neuropsychiatric disorder)

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจเพื่อยืนยันการสัมผัสได้โดย การตรวจหาอะซิโตนในเลือด (acetone in blood) ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากสัมผัสสาร และการตรวจหาอะซิโตนในปัสสาวะ (acetone in urine) ภายใน 3 ชั่วโมงหลังการสัมผัส

การดูแลรักษา

  • การรักษาระยะเฉียบพลัน ให้การรักษาแบบประคับประคองโดยเฉพาะการเฝ้าระวังเกี่ยวกับระดับสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัว เนื่องจากอะซิโตนสามารถทำให้เกิดความผิดปกติได้ทั้งระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ป่วยที่รับสัมผัสอะซิโตนโดยการรับประทาน ควรได้รับการล้างท้องและใช้ผงถ่านกัมมันต์ (activated charcoal) ในการดูดซับพิษ รักษาอาการแบบประคับประคองตามอาการ เช่น ให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ จนร่างกายสามารถขับอะซิโตนออกมาได้เองจนหมด
  • การดูแลระยะยาว นัดติดตามอาการเพื่อสังเกตอาการทางระบบประสาท

เอกสารอ้างอิง

  1. ACGIH. TLVs and BEIs Based on the Documentation of the Threshold Limit Values & Biological Exposure Indices. United States2011.
  2. NIOSH. NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards. Available from: http://www.cdc.gov/niosh/npg/npgd0414.html.
  3. Stellman JM. ILO encyclopaedia of occupational health and safety. 4th ed. Geneva: International Labour Office 1998.
  4. Haz-Map: Occupational Exposure to Hazardous Agents. Nitric acid. Available from: http://hazmap.nlm.nih.gov/.
  5. วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ, สุรจิต สุนทรธรรม, บรรณาธิการ. อาชีวเวชศาสตร์ ฉบับพิษวิทยา – โครงการตำรากรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. นนทบุรี: บริษัท ไซเบอร์ เพรส จำกัด พ.ศ. 2542.
  6. ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมีกรมควบคุมมลพิษ. คู่มือการระงับอุบัติภัยจากวัตถุอันตราย 2546.
  7. ศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตรายและเคมีภัณฑ์กรมควบคุมมลพิษ. Acetone. Available from: http://msds.pcd.go.th/.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์