คำอธิบายอักษรย่อที่ใช้ในฐานข้อมูลนี้

นพ.วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์ (7 เมษายน 2556)

ACGIH

American Conference of Governmental Industrial Hygienist [1]

องค์กรนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมภาครัฐแห่งประเทศอเมริกา เป็นองค์กรของนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม ที่มีความน่าเชื่อถือสูงของประเทศอเมริกา วิชาชีพนักสุขศาสตร์อุตสาหกรรมนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาหนึ่งซึ่งมีความรู้ในด้านการตรวจวัดระดับสิ่งคุกคาม และระดับสารเคมีในสถานที่ทำงานโดยเฉพาะ องค์กร ACGIH เป็นผู้กำหนดค่ามาตรฐานสารเคมีในบรรยากาศการทำงาน (TLV) และในร่างกายคนงาน (BEI) องค์กรหนึ่งที่ได้รับความเชื่อถือสูงจากทั่วโลก ค่ามาตรฐานนี้จะจัดทำเป็นหนังสือออกปีละครั้ง

 

ACGIH TLVs

ACGIH - Threshold Limit Values [1]

คือค่ามาตรฐานของสารเคมีในบรรยากาศการทำงานซึ่งกำหนดโดยองค์กร ACGIH

 

ACGIH BEIs

ACGIH – Biological Exposure Indices [1]

คือค่ามาตรฐานตัวบ่งชี้การสัมผัสสารเคมี (Biomarkers) สามารถตรวจได้ในเลือด ปัสสาวะ หรือในลมหายใจออกของคนทำงาน ซึ่งกำหนดโดยองค์กร ACGIH ค่ามาตรฐานตัวนี้จะมีข้อกำหนดเวลาในการเก็บตัวอย่างด้วยคือ ก่อนเข้างาน (Prior to shift หรือ PTS) ระหว่างทำงาน (During shift หรือ DS) หลังเลิกงาน (End of shift หรือ EOS) วันสุดท้ายของสัปดาห์ (End of workweek หรือ EWW) เวลาใดก็ได้ (Discretionary) การเก็บตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ หรือลมหายใจออกของคนงาน ต้องเก็บตามเวลาที่มาตรฐานกำหนดจึงจะแปลผลได้อย่างถูกต้อง

 

ACGIH Carcinogenicity

คือค่าบ่งชี้การก่อมะเร็งของสารเคมีซึ่งกำหนดโดยองค์กร ACGIH แบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้ [1]

  • A1 (Confirmed Human Carcinogen) คือยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์แน่นอน
  • A2 (Suspected Human Carcinogen) คือสงสัยจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาว่าเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ข้อมูลการก่อมะเร็งในมนุษย์ยังไม่เพียงพอ
  • A3 (Confirmed Animal Carcinogen with Unknown Relevance to Humans) คือยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ทดลอง แต่ไม่ทราบว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์หรือไม่
  • A4 (Not Classifiable as a Human Carcinogen) คือไม่สามารถจัดกลุ่มว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ สารเคมีที่ได้ระดับนี้เนื่องจากมีข้อมูลบางอย่างที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ข้อมูลการศึกษาทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ยังมีไม่เพียงพอที่จะบอกได้
  • A5 (Not Suspected as a Human Carcinogen) คือไม่น่าสงสัยว่าจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับสารนี้ และข้อมูลที่พบไม่แสดงถึงผลการก่อมะเร็งในมนุษย์

 

CAS Number

Chemical Abstracts Service (CAS) registry number [2]

เป็นหมายเลขรหัสของสารเคมีซึ่งกำหนดโดยหน่วยงาน American Chemical Society หมายเลขรหัสนี้เป็นรหัสสากลที่ได้รับความนิยมสูงในการกำหนดรหัสสารเคมีทั่วโลก รหัสจะกำหนดให้กับสารเคมีทุกชนิด ซึ่งแต่ละชนิดจะมีเลขเฉพาะตัว การกำหนดรหัสจะไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ ทำให้จำนวนตัวเลขไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ รหัสจะประกอบไปด้วยเลข 3 กลุ่มคั่นด้วยเครื่องหมายขีด (-) ดังนี้ XXXXXXX-XX-X ( กลุ่มแรกสูงสุด 7 หลัก กลุ่มที่สองสูงสุด 2 หลัก และกลุ่มสุดท้ายจะเป็นเลขหลักเดียวเสมอ) ตัวอย่างเช่น CAS Number ของน้ำคือ 7732-18-5 เป็นต้น

 

EPA

Environmental Protection Agency [3]

คือหน่วยงานของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกา มีหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการออกกฎหมายและควบคุมมาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม

 

EPA NAAQS

EPA – National Ambient Air Quality Standards [3]

คือค่ามาตรฐานระดับสารเคมีมลพิษในอากาศในสิ่งแวดล้อมทั่วไปของประเทศสหรัฐอเมริกา กำหนดโดย EPA ตามกฎหมาย Clean Air Act ที่ประกาศในปี ค.ศ. 1990 ค่ามาตรฐานชุดนี้จะมี 2 ระดับคือ Primary standard เป็นมาตรฐานที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของคนกลุ่มไวรับ (Sensitive population) เช่น เด็ก คนสูงอายุ คนเป็นโรคหอบหืด และ Secondary standard เป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ เช่น การรบกวนการมองเห็น ความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง ความปลอดภัยต่อพืชผลการเกษตร ความปลอดภัยต่ออาคาร เป็นต้น

 

IARC

International Agency for Research on Cancer [4]

คือองค์กรหน่วยย่อยหนึ่งของ World Health Organization (WHO) มีสำนักงานอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ทำหน้าที่หลักในการพัฒนา สนับสนุน การวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็ง องค์กร IARC เป็นผู้ประเมินและจัดกลุ่มสารก่อมะเร็งที่ได้รับความเชื่อถือสูงที่สุดในโลก โดยทางองค์กรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาพิจารณา ทบทวน ประเมิน ข้อมูลงานวิจัยทั่วโลกเกี่ยวกับ สารเคมี / เชื้อโรค / สภาพการณ์ ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ทำการจัดกลุ่มแล้วตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเรียกว่า IARC Monograph เล่มหนึ่งจะมีการทบทวนข้อมูล สารเคมี / เชื้อโรค / สภาพการณ์ หลายรายการ รายชื่อ สารเคมี / เชื้อโรค / สภาพการณ์ ที่ได้ทำการประเมินและจัดกลุ่มแล้ว จะประกาศไว้ในเว็บไซต์ http://monographs.iarc.fr ความหมายของการแบ่งกลุ่มสารก่อมะเร็งขององค์กร IARC เป็นดังนี้

  • Group 1 ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
  • Group 2A น่าจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
  • Group 2B อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
  • Group 3 ไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์หรือไม่
  • Group 4 น่าจะไม่เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

 

IDLH

Immediately Dangerous to Life or Health [5]

เป็นค่ามาตรฐานระดับสารเคมีที่แสดงถึง “ ความเข้มข้นสูงสุดที่หากต้องสัมผัส ณ ที่จุดเกิดเหตุเป็นเวลา 30 นาที เมื่อหลบหนีออกมาจะยังไม่มีผลกระทบเรื้อรังเกิดขึ้นกับร่างกาย” ค่ามาตรฐานนี้กำหนดโดย NIOSH ร่วมกับ OSHA วัตถุประสงค์เพื่อใช้กำหนดมาตรฐานของหน้ากากกรองสารเคมี (Respirator) องค์กร NIOSH จะทำการปรับปรุงค่ามาตรฐานนี้เป็นระยะ ในหนังสือเล่มนี้ ค่า IDLH ทำการอ้างอิงมาจากหนังสือ NIOSH Pocket guide to chemical hazards (2007)

 

NIOSH

National Institute for Occupational Safety and Health [5]

องค์กร National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH ) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกา อยู่ภายใต้การดูแลของ Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ในสังกัด Department of Health and Human Services จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1970 ทำหน้าที่ดูแล ให้ความรู้ และส่งเสริมสนับสนุน การดำเนินการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานประกอบการในประเทศสหรัฐอเมริกา

 

NIOSH Ca

NIOSH Recommends be treated as carcinogens [5]

คือเครื่องหมายที่ระบุว่า สารเคมีชนิดนี้ องค์กร NIOSH แนะนำให้ดำเนินการป้องกันทางด้านอาชีว-อนามัยโดยพิจารณาไว้ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen notation) คือองค์กร NIOSH คาดการณ์ว่าสารนี้น่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง ในการทำงานกับสารเคมีนี้ต้องลดระดับการสัมผัสลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

NIOSH REL

NIOSH Recommended Exposure Limit [5]

คือค่ามาตรฐานของสารเคมีในบรรยากาศการทำงานซึ่งแนะนำโดย NIOSH ในเอกสารชุดนี้ค่า NIOSH REL จะอ้างอิงมาจากหนังสือ NIOSH Pocket guide to chemical hazards (2007)

 

OSHA

Occupational Safety and Health Administration [5]

องค์กร Occupational Safety and Health Administration (OSHA) เป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกา สังกัด Department of Labor จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1970 เช่นเดียวกับองค์กร NIOSH ทำหน้าที่ออกและบังคับใช้กฎหมาย เกี่ยวกับด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานประกอบการในประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายที่ OSHA กำหนดออกมานี้รวมถึงค่า PEL ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของระดับสารเคมีในบรรยากาศการทำงานด้วย

 

OSHA Ca

OSHA Regulated as carcinogens [5]

คือสารเคมีชนิดนี้ OSHA กำหนดให้เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen notation) ถ้า OSHA กำหนดสัญลักษณ์นี้ให้กับสารใดแล้ว มักจะมีกฎหมายควบคุมการดำเนินการทางด้านอาชีวอนามัยสำหรับสารนี้กำหนดขึ้นมาเป็นพิเศษ และในการทำงานกับสารเคมีนี้ควรจะต้องลดระดับการสัมผัสลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

OSHA PEL

OSHA Permissible Exposure Limit [5]

คือค่ามาตรฐานตามกฎหมายของสารเคมีในบรรยากาศการทำงานของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำหนดเป็นกฎหมายออกมาโดยองค์กร OSHA ในหนังสือเล่มนี้ค่ามาตรฐาน OSHA PEL อ้างอิงมาจากหนังสือ NIOSH Pocket guide to chemical hazards (2007)

 

TWA – STEL – C

  • Time-weighted Average (TWA) ค่าที่กำหนดมาตรฐานเป็น TWA นี้หมายความว่าคนงานสามารถสัมผัสสารเคมีในบรรยากาศการทำงานที่เท่ากับหรือต่ำกว่าระดับนี้แบบต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน (เท่ากับ 1 กะปกติของคนงาน) หรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ได้โดยจะไม่เกิดอาการผิดปกติขึ้น
  • Short-term Exposure Limit (STEL) ค่าที่กำหนดมาตรฐานเป็น STEL หมายความว่าคนงานต้องไม่สัมผัสสารเคมีระดับสูงเกินค่านี้เป็นช่วงนานเกิน 15 นาที ถ้าสัมผัสต้องไม่เกิน 4 ครั้งต่อวัน และระยะห่างระหว่างแต่ละช่วงการสัมผัสที่เกินค่า STEL ต้องมากกว่า 60 นาที ค่าที่กำหนดนี้ให้พิจารณาปฏิบัติตามแม้ว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมทั้งวันระดับจะต่ำกว่า TWA ก็ตาม การกำหนดค่า STEL นี้มุ่งหมายเพื่อลดอันตรายจากสารที่มีพิษเฉียบพลัน หรือมีแนวโน้มว่าคนงานจะต้องสัมผัสเป็นช่วงสั้นๆ แต่ความเข้มข้นสูงในเวลาทำงาน ค่า STEL กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันผล 4 อย่างคือ (1) การระคายเคือง (2) การทำลายเนื้อเยื่อแบบถาวร (3) อาการพิษเฉียบพลัน และ (4) อาการง่วงซึมซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่สามารถช่วยตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือประสิทธิภาพการทำงานลดลง ค่า STEL นี้ส่วนใหญ่กำหนดขึ้นเพื่อเสริมกับค่า TWA
  • Ceiling (C) คือค่าเพดาน ซึ่งคนงานต้องไม่สัมผัสสารเคมีสูงเกินระดับนี้เลยตลอดช่วงเวลาทำงาน
  • ค่า TWA, STEL, และ C นี้ ผู้ให้นิยามคือ ACGIH (1) เพื่อใช้บอกกำกับค่ามาตรฐาน TLV (โดยเขียนเป็น TLV – TWA, TLV – STEL และ TLV – C ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม หลักการของค่าเหล่านี้สามารถนำมาใช้กับค่า REL ขององค์กร NIOSH และค่า PEL ขององค์กร OSHA ได้เช่นเดียวกัน ค่ามาตรฐานระดับสารเคมีในบรรยากาศการทำงานเหล่านี้รวมเรียกว่าค่า Occupational Exposure Limit (OEL) ซึ่งในประเทศอื่นนอกจากสหรัฐอเมริกา ค่ามาตรฐาน OEL อาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นต่างออกไปได้ เช่น ในอังกฤษจะเรียกว่าค่า Occupational Exposure Standard (OES) ในเยอรมันจะเรียกว่าค่า Maximum Workplace Concentration (MAK) แม้ชื่อเรียกจะต่างกันไปในแต่ละประเทศ แต่หลักการส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกันคือตามหลักการของ ACGIH – TLV

 

UN Number

United Nations Number [6]

UN Number หรือ UN IDs คือเลขรหัสสากลของสารเคมีซึ่งกำหนดโดยสหประชาชาติ (United Nations) รหัสนี้กำหนดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยในการขนส่ง จึงมักพบติดอยู่ด้านข้างรถขนสารเคมีเพื่อให้ผู้ที่พบเห็นสามารถทราบได้ว่าเป็นรถขนสารอะไร เลขรหัสจะเป็นเลข 4 หลักเสมอ ปัจจุบันกำหนดไว้ตั้งแต่ 0001 ถึงประมาณ 3500 โดยรวบรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Recommendations on the transport of dangerous goods เลขรหัสแต่ละหลักไม่ได้บ่งบอกความหมายใดไว้ การจะทราบได้ว่ารหัสที่พบคือรหัสของสารเคมีใดจึงต้องเปิดดูจากหนังสือหรือฐานข้อมูลเอา ในบางครั้ง UN Number จะกำหนดไว้สำหรับสารเคมีตัวเดียวโดยเฉพาะ เช่น UN Number 1230 หมายถึง Methanol แต่บางครั้งจะกำหนดไว้สำหรับกลุ่มสารเคมี เช่น UN Number 1993 หมายถึง Flammable liquids, not otherwise specified บางครั้งสารเคมีชนิดเดียวกันแต่อยู่ในต่างสถานะกัน ก็อาจมี UN Number ต่างกันได้ เช่น UN Number 1845 หมายถึง Solid carbon dioxide (also called dry ice) ในขณะที่ UN Number 2187 หมายถึง Refrigerated liquid carbon dioxide

 

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ.ศ. 2520 [7]

เป็นกฎหมายกำหนดมาตรฐานระดับสารเคมีในสถานที่ทำงานสำหรับประเทศไทย ซึ่งแม้จะออกมาหลายปีแล้ว แต่ก็เป็นกฎหมายฉบับล่าสุดที่ยังใช้อยู่ในปัจุบัน (กฎหมายออกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ซึ่งยังไม่มีการก่อตั้งกระทรวงแรงงานขึ้น หน่วยงานผู้ออกกฎหมายขณะนั้นคือกรมแรงงาน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้แยกตัวออกมาเป็นกระทรวงแรงงานในภายหลัง ชื่อกฎหมายฉบับนี้จึงเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ประกาศกระทรวงแรงงาน)

 

ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป [8]

มาตรฐานสิ่งแวดล้อมฉบับนี้ เป็นค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปที่วัดได้ในช่วงเวลาต่างๆ ของสารเคมีกลุ่มแก๊สและกลุ่มอื่นๆ มีลักษณะการกำหนดคล้ายมาตรฐานอากาศ EPA NAAQS ของประเทศสหรัฐอเมริกา สารเคมีที่กำหนดค่ามาตรฐานไว้ตามประกาศฉบับ พ.ศ. 2538 นี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ โอโซน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตะกั่ว ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 100 ไมครอน และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน ต่อมาในประกาศฉบับที่ 36 (พ.ศ. 2553) ได้ประกาศค่ามาตรฐานเพิ่มมาอีก 1 ชนิดคือ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หลังจากประกาศค่ามาตรฐานออกมาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 แล้ว คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ปรับปรุงค่ามาตรฐานต่างๆ มาเป็นระยะ ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2538), ฉบับที่ 21 (พ.ศ. 2544), ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2547), ฉบับที่ 28 (พ.ศ. 2550), ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2552), และ ฉบับที่ 36 (พ.ศ. 2553) ตามลำดับ

 

ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 30 (พ.ศ. 2550) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป [9]

มาตรฐานสิ่งแวดล้อมฉบับนี้ เป็นค่ามาตรฐานของสารเคมีกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile organic compounds; VOCs) ที่วัดได้ในบรรยากาศทั่วไปในช่วงเวลา 1 ปี ประกาศฉบับนี้กำหนดมาตรฐานของสารกลุ่ม VOCs ไว้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 9 ชนิด

 

ประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่องกำหนดค่าเฝ้าระวังสำหรับ สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง พ.ศ. 2551 [10]

ประกาศฉบับนี้เป็นกฎหมายสิ่งแวดล้อมสำหรับประเทศไทย ที่ออกโดยกรมควบคุมมลพิษ ได้กำหนดค่าเฝ้าระวังของสารอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile organic compounds; VOCs) ที่วัดได้ในบรรยากาศโดยทั่วไป ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งประกาศนี้ได้กำหนดค่าเฝ้าระวังของสารที่มีแนวโน้มจะก่ออันตรายต่อสุขภาพไว้ ทั้งสารที่ก่อมะเร็งและไม่ก่อมะเร็ง รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 19 ชนิด

 

เอกสารอ้างอิง

  1. American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH). TLVs and BEIs. Cincinnati: ACGIH 2012 .
  2. Chemical Abstracts Service (CAS). CAS Registry and CAS registry number FAQs. 2013 [cited 7 April 2013]. Available from: http://www.cas.org/about-cas/faqs.
  3. Environmental Protection Agency (EPA). National Ambient Air Quality Standards (NAAQS). 2012 [cited 7 April 2013]. Available from: http://www.epa.gov/air/ criteria.html.
  4. International Agency for Research on Cancer (IARC). Preamble to the IARC monographs on the evaluation of carcinogenic risks to humans. Lyon: IARC Press 2006 .
  5. National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH). NIOSH Pocket Guide to Chemical Hazards (NPG), 3rd printing. Cincinnati: NIOSH 2007. NIOSH Publication No. 2005-149.
  6. United Nations (UN). Recommendations on the transport of dangerous goods – Model regulations, 17th revised edition. New York and Geneva: UN Publication 2011. ST/SG/AC.10/1/Rev.17.
  7. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 64 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี) พ. ศ. 2520.
  8. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 112 ตอนที่ 52 ง ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เรื่องกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศโดยทั่วไป พ.ศ. 2538 .
  9. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 124 ตอนพิเศษ 143 ง ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 0 (พ.ศ. 2550) เรื่องกำหนดมาตรฐานค่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 1 ปี พ.ศ. 2550 .
  10. ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 126 ตอนพิเศษ 13 ง ประกาศกรมควบคุมมลพิษ เรื่องกำหนดค่าเฝ้าระวังสำหรับ สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศโดยทั่วไปในเวลา 24 ชั่วโมง พ.ศ. 2551

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์