การทำงานกับสติปัญญา

องค์พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า...
ผู้ทำกิจอันเพ่งพินิจ ผู้เพ่งพินิจในกิจของตน
ปัญญาย่อมเกิดแก่ผู้เพ่งพินิจในกิจของตน
ถ้าหากคนไหนยิ่งทำไปแล้วเพ่งพินิจในงานของตนไป
ปัญญามันก็จะเกิดขึ้น

อาตมาเองเมื่อก่อนไม่เคยคิดว่า
ตัวเองจะทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากขนาดนี้
คิดว่าเรานี่มันคงไม่มีทางหรอก การศึกษาเราก็น้อย
ชาติตระกูลเราก็ไม่สูงส่ง ด้อยค่า

แต่มาคิดดูอีกทีแล้ว
คนเราไม่มีใครจะทำอะไรเป็นมาตั้งแต่เกิด
จะเป็นหรือไม่เป็นนั้น...สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

ถ้าหัวใจเราไขว่คว้า กระตือรือร้น ขวนขวาย
ไม่ช้า...มันก็ต้องทำเป็น
ไม่มีใครหรอกที่ทำอะไรไม่เป็นตลอดไป
ฝึกหัดทำไปเถิด
อุปสรรคมันก็จะสอนให้เราทำเป็นเอง

ถ้าเรามีอุปสรรค
มันก็จะสอนให้เราคิดเป็น ทำเป็น
เช่น ถ้าเรามีอุปสรรคต่อคน
เราจะจัดการกับคนอย่างไร ตามหลักของรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์
ไม่ใช่ไปจัดการด้วยตัวเอง
ถ้ามีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือฝ่ายปกครองที่มีตำแหน่งที่สูง
ก็เข้าไปชี้แจงแก้ไขงานที่เราติดขัด ทำอะไรให้มันดีก้าวหน้า
ถ้าติดขัดตรงไหนขึ้นมา เราก็ใช้หลักรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์
หลักกฎหมายเข้าไปแก้ไขกัน
เราเองก็ไม่ต้องไปทะเลาะกับเขา เราเองก็ไม่ต้องไปขัดกับคน
แต่เขาขัดกับกฎหมาย เขาขัดกับหลักรัฐศาสตร์
กับการปกครอง...เขาขัดอยู่ไม่ได้หรอก

แต่คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอย่างไร
พอใครมาขัดขวางก็ทะเลาะกับเขา
อาตมาพยายามที่จะเอาหลักการดำเนินชีวิตที่ดี
โดยเอางานมาทำให้สติปัญญาของเราฉลาดขึ้น
ยิ่งทำงานไป เราก็ยิ่งฉลาด
ยิ่งทำงานไปมันก็จะเกิดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเขาเรียกว่า ทักษะ
ศาสนาเรียกว่า เกิดวะสี
วะสี แปลว่า ความเชี่ยวชาญชำนาญ แตกฉาน
แคล่วคล่อง ว่องไว ในการแก้ไขปัญหาในงาน ในหน้าที่
เพราะฉะนั้น...
ใครที่ทำอะไรแบบทำไป พิจารณาไป สติปัญญามันก็เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้น...
ตอนนี้เราหันมาใช้สติปัญญาทำงานกันไปเรื่อยๆ ดีกว่า
เพราะอาตมาเชื่อว่า ปัญญาย่อมเกิดขึ้นในการทำงาน

พระราชธรรมนิเทศ (พระพยอม กัลยาโณ)
จากหนังสือ ทำงานอย่างมีความสุข พุทธวิธีในการสร้างสถานภาพที่ดีให้กับชีวิต
โดยกองทุนคลังธรรมทาน

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์