ไม่ประมาทกับความตาย

“กาลเวลาล่วงไป คืนวันผ่านพ้นไป วัยก็หมดไปทีละตอนตามลำดับ ผู้เล็งเห็นภัยในความตาย หวังความสงบ พึงละเหยื่อล่อในโลกเสีย” (สํ.ส.15/300/90)

“อายุสังขารใช่จะประมาทไปตามสัตว์ผู้ยืน นั่ง นอน หรือเดินอยู่ก็หาไม่ วัยย่อมเสื่อมลงเรื่อยๆ ทุกหลับตาและลืมตา เมื่อวัยเสื่อมสิ้นไปอย่างนี้ ความพลัดพรากจากกันก็ต้องมีอย่างไม่ต้องสงสัย” (ขุ.ชา.27/611-2/146)

“...ข้าพเจ้าเห็นเด็กชายของคนทั้งหลายเรียกขานว่า แม่จ๊ะ พ่อจ๋า เป็นลูกรักที่ได้มาโดยยาก แต่ยังไม่ทันแก่ก็ตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าเห็นเด็กหญิงของท่านทั้งหลาย เป็นรุ่นสาวสวยงามน่าชม แต่ก็มาสิ้นชีวิตไป เหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ยังอ่อนถูกถอนเอาไป แท้จริง ชายหรือหญิงก็ตาม แม้ยังเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ตายได้ ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตว่า เรายังเป็นหนุ่มสาวอยู่ ...ผลไม้ที่สุกแล้วย่อมมีภัยอยู่ตลอดเวลา จากการที่ต้องร่วงหล่น ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็มีภัยอยู่ตลอดเวลาจากการที่จะต้องตาย ฉันนั้น ตอนเช้ายังเห็นกันอยู่มากคน พอตกเย็นก็ไม่เห็นบางคน เมื่อเย็นยังเห็นกันอยู่มากคน ถึงรุ่งเช้า ก็ไม่เห็นบางคน...” (ขุ.ชา.28/437-441/163-5)

“ข้าพเจ้าไม่มีความชั่วที่ทำไว้ในที่ใดๆ เลย ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่หวาดกลัวต่อความตายที่จะมาถึง” (ขุ.ชา.28/1000/350)

“คนเขลาย่อมคิดการแต่ว่า ฤดูฝนเราจะอยู่ที่นี่ ฤดูหนาวเราจะอยู่ที่นี่ ฤดูร้อนเราจะอยู่ที่นี่ หาตระหนักถึงอันตรายไม่ เมื่อเขาหลงใหลอยู่กับลูกหลานและสัตว์เลี้ยง มีจิตติดข้องอยู่ในทรัพย์สิ่งของต่างๆ มัจจุราชก็มาพาเขาไป เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาชาวบ้านที่หลับใหลไป ฉะนั้น” (ขุ.ธ.25/30/53)

จากหนังสือ ความตายพรากทุกสรรพสิ่ง ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2545)
เรียบเรียงโดย ปัญญา ใช้บางยาง สำนักพิมพ์รติธรรม

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์