นิพพานคือเย็นลง

ทีนี้ก็มาถึงคน คนร้อนเป็นไฟพลุ่งๆๆ เหมือนกับอยู่ในนรก นี่ก็เรียกว่ามันร้อนอยู่ ยังไม่นิพพาน ทีนี้หาวิธีทำด้วยธรรมะให้มันเย็นลงๆ อยู่เสมอ มันก็นิพพานๆๆ จนกว่าเมื่อไรจะถึงที่สุด ก็คือนิพพานชั้นสูงสุด เดี๋ยวนี้มันก็เป็นนิพพานอยู่บ้างแล้ว เราจึงมานั่งกันอยู่ได้อย่างนี้ ถ้ามันร้อนวูบๆ เป็นอย่างนั้นแล้ว ก็มานั่งอยู่อย่างนี้ไม่ได้ ฉะนั้นต้องเข้าใจความที่ว่านิพพานนี้ มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับคนอยู่ตลอดเวลาทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่มีเสียบ้างเลย ก็เป็นบ้าต้องตายในที่สุด เพราะสิ่งที่ว่านิพพานนั้น ที่แท้มันก็มาเกี่ยวข้องกับเราอยู่บ้างแล้วตามสมควรและแทบตลอดเวลา จะสูญหายไปบ้างก็เป็นส่วนน้อย คือขณะที่มีราคะเกิดขึ้น โทสะเกิดขึ้น โมหะเกิดขึ้นเท่านั้น ถ้าขณะใดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้น ก็อยู่อย่างนิพพานน้อยๆ นิพพานตัวอย่าง นิพพานชิมลองอยู่เรื่อยๆ เราก็ไม่เป็นบ้า เราก็ไม่ตาย อยู่ได้ด้วยอานิสงค์ด้วยประโยชน์ของนิพพาน ฉะนั้นเราจงขอบใจ ขอบคุณนิพพาน แล้วจงสนองคุณของนิพพานด้วยการทำให้มีมากขึ้น ให้มันเย็นลงๆ ยิ่งขึ้น ทำลายตัวกู-ของกู นั่นเสีย อย่าให้ยกหูชูหางขึ้นมา ให้มีแต่น้อย ให้อยู่ในระเบียบแบบแผน และให้น้อยลงๆ จนกระทั่งหมดไปไม่มีเหลือ ก็จะเป็นการได้สิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้

ถ้าเรามีการทะเลาะกันด้วยทิฐิมานะ มันก็คือขณะที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับนิพพาน ขณะนั้นมันเป็นคนบ้า ฉะนั้นถ้าพูดขัดคอขัดขวาง ทะเลาะวิวาทกันเมื่อไร ในทางโลกก็ดี ในทางธรรมก็ดี ก็คือคนบ้ามันไม่ถึงความเป็นมนุษย์ มันเลวลงไปจนถึงขนาดที่เรียกว่า ทะเลาะกัน เหมือนที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ทีแรกแล้วว่า ถ้ายังโง่ที่สุด แล้วก็เห็นว่า ยังมีศาสนาหลายศาสนาและแตกต่างกัน แล้วก็เป็นปฏิปักษ์ข้าศึกต่อกัน เพราะฉะนั้นต้องลบล้างกันทำลายกัน นี้คนโง่ที่สุด

เมื่อมีศาสนาหลายศาสนา และต่างกัน เป็นปรปักษ์ต่อกัน คนเราก็เหมือนกัน ถ้าคิดว่าเราถูก เขาผิด เขาผิด เราถูกอะไรก็ตาม ก็ทะเลาะวิวาทกัน ก็คือคนโง่ที่สุด มันเป็นเรื่องเปลือกทั้งนั้น ที่ต้องทะเลาะกันวิวาทกัน ขอให้ถือว่ามันเป็นเรื่องเปลือกทั้งนั้น ยังไม่ใช่เนื้อแท้ ถ้าเป็นเรื่องเนื้อแท้ของคนฉลาดบ้างแล้ว ถ้าเป็นเรื่องของศาสนา ก็มีแต่เหมือนกัน ข้างในเหมือนกัน แม้ข้างนอกจะต่างกัน เหมือนกับเปรียบเทียบด้วยน้ำ คำว่า “ น้ำ” นี้ต้องเหมือนกัน โดยเนื้อหาสาระข้างในก็มีสิ่งที่เรียกว่าน้ำบริสุทธิ์อยู่ในนั้น ข้างนอกเป็นน้ำเหมือน น้ำเน่า น้ำสกปรก นั่นมันไม่ใช่น้ำ มันเป็นของอื่นที่เข้าไปประสมกับน้ำ ฉะนั้นเราอย่าไปเอาส่วนนั้น ถ้าเราไปเอาส่วนนั้นก็คือเรากินน้ำสกปรกเข้าไป ไปรับเอาของสกปรก อุจจาระ ปัสสาวะ อะไรเข้าไป ไม่ได้กินน้ำบริสุทธิ์

ฉะนั้นถ้าใครเกิดทะเลาะวิวาทแก่กันและกันในระหว่างอุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ สามเณรก็ดี คือคนที่กำลังกินของสกปรกอยู่ คือตัวกู-ของกูนั่นเอง มันไม่ควรจะมีเลย เลิกเสียดีกว่า ไม่ต้องนึกถึงเรื่อง ยกหูชูหางใส่กันและกัน เพราะมันเป็นเรื่องที่มากเกินไป มันมีหน้าที่อยู่ที่จะระงับสิ่งเหล่านี้ลงไปเสีย

คำสอนของท่าน พุทธทาสภิกขุ
แสดงธรรมเรื่อง “ไม่มีศาสนา” ที่สวนอุศมมูลนิธิ 27 มกราคม พ.ศ. 2510
จากหนังสือ ไม่มีศาสนา ไม่มีชีวิตและไม่นุ่งผ้า ฉบับพิมพ์ พ.ศ. 2553 ของสำนักพิมพ์สุขภาพใจ

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์