ประวัติของวิชาอาชีวเวชศาสตร์

เรียบเรียงโดย พญ.วัชรอาทร ดุลยสถิตย์
วันที่เผยแพร่ 20 มกราคม 2560
แหล่งที่มา หนังสือแรกเริ่มเรียนรู้อาชีวเวชศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 2)

วิชาอาชีวเวชศาสตร์นั้น แม้ว่าจะเป็นวิชาที่ค่อนข้างใหม่สำหรับวงการแพทย์ แต่แท้ที่จริงแล้ววิชานี้มีประวัติมายาวนานหลายร้อยปี ในอดีต แพทย์และนักวิชาการหลายท่านให้ความสนใจในเรื่องผลของการทำงานที่ทำให้เกิดโรค รวมถึงการดูแลสุขภาพของคนทำงาน ความรู้ในวิชาอาชีวเวชศาสตร์นั้นถูกสะสมมาตั้งแต่ยุคโบราณ เฟื่องฟูขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม และพัฒนามาจนถึงยุคปัจจุบัน บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ผู้ศึกษาวิชาอาชีวเวชศาสตร์ควรรู้จักไว้ มีดังนี้

ฮิปโปเครตีส (Hippocrates; 460 – 377 ปี ก่อนคริสตกาล) ได้สังเกตอาการของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งเน้นในเรื่องความสมดุลของสภาพร่างกายกับสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำ อากาศ และสถานที่ นอกจากนี้ยังสังเกตพบอาการปวดร้าวขา (sciatica) ในนักรบที่ขี่ม้าอยู่เป็นเวลานาน เป็นตัวอย่างของนักปราชญ์ในยุคโบราณที่ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพกับสิ่งแวดล้อมและลักษณะการทำงาน

พาราเซลซัส (Paracelsus หรือ Theophrastus Bombastus von Hoehenheim; ค.ศ. 1493 – 1541) ถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งพิษวิทยา เขาเป็นผู้กล่าวประโยคอมตะประโยคหนึ่งไว้ว่า “All substances are poisons; there is none which is not a poison. The right dose differentiates a poison and remedy” แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนเป็นพิษ ไม่มีสิ่งใดเลยในโลกนี้ที่ไม่เป็นพิษ ขนาดการรับสัมผัสเท่านั้นที่จะเป็นตัวกำหนดระดับความเป็นพิษของทุกสิ่ง” แนวคิดจากประโยคนี้ยังคงถูกใช้เป็นพื้นฐานของวิชาพิษวิทยามาจนถึงปัจจุบัน พาราเซลซัสเป็นผู้มีคุณูปการในวงการอาชีวเวชศาสตร์ในฐานะเป็นผู้ศึกษาโรคระบบทางเดินหายใจในคนงานเหมืองถ่านหินและคนงานหลอมโลหะ

รามาซซินี (Bernardino Ramazzini; ค.ศ. 1633 – 1714) แพทย์ชาวอิตาลี ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกให้เป็นบิดาแห่งอาชีวเวชศาสตร์ เขาเป็นผู้เขียนตำราด้านอาชีวเวชศาสตร์เล่มแรกของโลกที่ชื่อว่า “De Morbis Artificum Diatriba” ในปี ค.ศ. 1700 ตำรานี้ต่อมาถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1940 ในชื่อ “Disease of Workers” หรือแปลเป็นไทยคือ “โรคของคนทำงาน” หนังสือนี้ทำให้ชาวโลกได้รู้จักเขาในวงกว้างขึ้น ตลอดชีวิตของรามาซินี ได้ทุ่มเททำการศึกษาเกี่ยวกับโรคของคนอาชีพต่างๆ เช่น คนขุดแร่ ช่างทาสี ช่างทอง ช่างเป่าแก้ว ช่างปั้นหม้อ หมอตำแย ไปจนถึงคนทำงานนั่งโต๊ะ และเขียนสิ่งที่ตรวจพบลงในหนังสือ “De Morbis Artificum Diatriba” แต่ละบทแยกไว้เป็นหมวดหมู่ ข้อศึกษาของรามาซซินีพบว่าความเจ็บป่วยของคนทำงานเหล่านี้มาจากไอควันที่เป็นพิษและจากท่าทางการทำงานที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งความรู้ที่กล่าวมายังคงเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ได้ในวงการอาชีวเวชศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้เขายังค้นพบว่าช่างเป่าแก้วที่ทำงานไปนานๆ จะมีปัญหาสายตา ช่างปั้นหม้อที่ใช้สารตะกั่วทาเคลือบหม้ออาจได้รับพิษจากงานที่ทำ และคนไข้ที่ได้รับการรักษาโดยการฉีดปรอทเหลวเข้าในร่างกายอาจเกิดอาการพิษทางระบบประสาท ข้อความรู้ที่กล่าวมาทั้งหมดยังคงเป็นความจริงมาจนถึงปัจจุบันนี้

ผลงานของรามาซซินี เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แพทย์ทั่วโลกหันมาสนใจปัญหาโรคที่เกิดจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น คำถามหนึ่งที่รามาซซินีเสนอให้แพทย์ทุกคนถามผู้ป่วยเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรคก็คือ “What is your occupation?” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “คุณทำงานอะไร?” ประโยคคำถามนี้ยังคงเป็นคำถามที่มีประโยชน์สำหรับแพทย์ ที่จะช่วยในการค้นหาสาเหตุของโรคและรักษาผู้ป่วยมาจนถึงทุกวันนี้

เพอร์ซิวาล พอตต์ (Percival Pott; ค.ศ. 1714 – 1788) เป็นผู้ค้นพบว่าโรคมะเร็งถุงอัณฑะ (scrotal cancer) มีความสัมพันธ์กับการสัมผัสเขม่าในเด็กที่ทำงานทำความสะอาดปล่องไฟ (chimney sweep) ในเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ พอตต์เชื่อว่าเขม่า (soot) ที่ติดสะสมอยู่ที่ถุงอัณฑะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งขึ้น จึงนับว่าเป็นแพทย์คนแรกที่ค้นพบการเกิดโรคมะเร็งจากการทำงาน

โทมัส มอร์ริสัน เลก (Thomas Morrison Legge; ค.ศ. 1863 – 1932) แพทย์ชาวอังกฤษ เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ เขาเป็นแพทย์ที่ทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบโรงงาน (medical inspector) คนแรกของโลก และยังได้ทำการศึกษาความรู้เกี่ยวกับพิษของตะกั่ว ฟอสฟอรัส สารหนู และปรอท เพิ่มเติมขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้เสนอให้บรรจุวิชาอาชีวเวชศาสตร์เข้าไว้ในหลักสูตรของโรงเรียนแพทย์อีกด้วย

อลิซ ฮาร์มิลตัน (Alice Hamilton; ค.ศ. 1869 – 1970) แพทย์หญิงผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นแพทย์ผู้บุกเบิกงานด้านอาชีวเวชศาสตร์คนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกา ฮาร์มิลตันเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคพิษตะกั่ว เธอได้ศึกษาอันตรายจากสารตะกั่วในโรงงานหลายแห่งในประเทศอเมริกา นอกจากนี้ยังได้ศึกษาพิษของสารอื่นๆ เช่น พิษของฟอสฟอรัสที่ทำให้เกิดการย่อยสลายของกระดูกขากรรไกร (phossy jaw) ในคนงานทำไม้ขีดไฟ พิษของแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เกิดในคนงานโรงหลอมเหล็ก พิษของไนโตรกลีเซอรีนที่พบในคนงานทำกระสุนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือกลุ่มอาการนิ้วตาย (dead finger) ที่พบในคนที่ใช้เครื่องเจาะหิน (jackhammer) ยุคเริ่มแรก ฮาร์มิลตันยังเป็นนักกิจกรรมสังคม และเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการดูแลสุขภาพคนทำงานให้ดีขึ้น เธอได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงไว้สองเล่มชื่อ “Industrial Poisons” และ “Exploring the Dangerous Trades”

สำหรับประเทศไทยนั้น ผู้บุกเบิกงานด้านอาชีวเวชศาสตร์ให้เกิดขึ้นได้คือ ศาสตราจารย์แพทย์หญิง มาลินี วงศ์พานิช (หรือ ฮัจญะ มาเรียม อะมัน; ประมาณ พ.ศ. 2475 – 2545 หรือ ประมาณ ค.ศ. 1932 – 2002) ท่านจบการศึกษาด้านอาชีวเวชศาสตร์จาก London school of hygiene and tropical medicine และกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ก่อตั้งภาควิชาอาชีวอนามัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลขึ้น ซึ่งภาควิชานี้ เป็นแหล่งผลิตนักวิชาการด้านอาชีวอนามัยและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยให้กับประเทศออกมาเป็นจำนวนมาก แพทย์หญิงมาลินี วงศ์พานิช ยังเป็นผู้วางรากฐานหลักสูตรแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และพยาบาลอาชีวอนามัย โดยดำเนินงานร่วมกับกรมการแพทย์ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ของไทยขึ้น ซึ่งมีชื่อว่า “สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย” สมาคมนี้ได้พัฒนามาจนถึงปัจจุบันและมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ในประเทศไทยเป็นสมาชิก

หนังสืออ้างอิง

  1. Ramazzini B. De Morbis Artificum Diatreba. 1710 - 1713.
  2. Gochfeld M. Chronologic history of occupational medicine. JOEM 2005;47(2):96-114.
  3. Rom WN. The discipline of environmental and occupational medicine. In: Rom WN, Markovitz SB, editors. Environmental and occupational medicine. 4th ed. Philadelphia: Lippincott Williams & Wilkins; 2007. p. 3-8.
  4. สิรวิชญ์ เดชธรรม. ประวัติของวิชาอาชีวเวชศาสตร์. ใน: วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์, สิรวิชญ์ เดชธรรม, นวพรรณ ผลบุญ. แรกเริ่มเรียนรู้อาชีวเวชศาสตร์. ชลบุรี: สัมมาอาชีวะ; 2554. หน้า 4-6.

มูลนิธิสัมมาอาชีวะ พ.ศ. 2554 ไม่สงวนลิขสิทธิ์